BAFS GROUP เผยไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้น 151.8 ล้านบาท เดินหน้าปรับกลยุทธ์ เร่งคุมต้นทุน บริหารความเสี่ยงรับมือความผันผวนโลก

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า BAFS GROUP มีรายได้รวม 967 ล้านบาท มีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 151.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.22 บาท

โดยบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 14% และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 532.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเวลาเดียวกับริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFSนของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยจากการดำเนินกลยุทธ์ขยายธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจ Aviation แม้จะมีปัจจัยกดดันจากภายนอกและการฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึงในทุกภูมิภาค แต่ปริมาณการให้บริการโดยรวมยังคงเติบโต โดยมีปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,486 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% คิดเป็น 92% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ 27% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 5,560 ล้านลิตร

กลุ่มธุรกิจ Utilities รายได้รวมจำนวน 102.9 ล้านบาท ลดลง 12% จากการลดลงของรายได้จากการจัดเก็บน้ำมันและรายได้ค่าบริการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดิน เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันในตลาดที่ตึงตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.2569 ทำให้ปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ท่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มธุรกิจ Power รายได้รวม จำนวน 74 ล้านบาท จากการขายพลังงานไฟฟ้า และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสุทธิปรับลดลง 4%

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า ที่สำคัญไตรมาสแรกของปี 2569 ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้อุปสงค์การเดินทางระหว่างประเทศโดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชียที่ยังคงแข็งแกร่ง จะเริ่มได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยต้นทุนพลังงาน ส่งผลต่อการปรับลดเที่ยวบินในบางเส้นทางของสายการบิน

แต่ปริมาณการให้บริการน้ำมันในภาพรวมยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะเส้นทางภายในประเทศ ที่ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% โดยกลับมาอยู่ในระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว เส้นทางยุโรปยังคงเติบโตได้ดีที่ 8% เส้นทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดหลัก ยังคงขยายตัว 3% แม้เส้นทางตะวันออกกลาง จะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงสามารถเติบโตได้ 3%

ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกที่ยังคงผันผวน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสถานะทางธุรกิจของบริษัท ความสามารถในการบริหารองค์กร การบริหารความเสี่ยง การจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่ระดับ BBB(tha) พร้อมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) นับเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งด้านการเงินของบริษัท และบทบาทสำคัญในฐานะผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานครบวงจรและผู้นำด้านธุรกิจบริการพลังงานของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงานโลก ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่กลุ่มบริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจ มุ่งบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน