บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Tourism” ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดพรีเมียม ชูจุดแข็งด้านความปลอดภัย มาตรฐานระดับโลก และประสบการณ์แบบไทย พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ทุ่มงบกว่า 8,000 ล้านบาท พัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ริมเจ้าพระยา ด้วยการลงทุนซื้อ BLUE OCEAN DOME จากงาน World Expo 2025 Osaka ประเทศญี่ปุ่น เตรียมเปิดที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 1,600 ตร.ม. เป็น Attraction ระดับโลก ปลายปีนี้
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมของบริษัทว่า AWC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “Boost the Quality” หรือการยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวไทย เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มาตรฐานสากล และประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น
บริษัทมองว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลก โดยเฉพาะกลุ่มประชุม สัมมนา และอีเวนต์ระดับนานาชาติ เนื่องจากไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัย การบริการ และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากหลายประเทศ
AWC จึงมุ่งเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง หรือ Quality Travelers เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมยกระดับสินทรัพย์และโครงการต่างๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่ม Ultra-Luxury และ Experience Tourism ที่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการเข้าพักเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่า ภาคท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายประเทศที่เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดและขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
นางวัลลภาระบุว่า แม้จะมีปัจจัยท้าทาย แต่ผลการดำเนินงานของ AWC ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย ทั้งในแง่ปริมาณลูกค้าและการเติบโตของรายได้ โดยบริษัทเชื่อว่าปีนี้ยังสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้ต่อเนื่อง แม้ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด
สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในปี 2569 บริษัทมองว่า ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ยังเป็นช่วง Low Season ตามธรรมชาติของธุรกิจ แต่ยอดจองล่วงหน้า (Booking Pace) ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และนักท่องเที่ยวไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนยังเติบโตประมาณ 33% ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยเติบโตถึง 36% สะท้อนพฤติกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น แม้บางตลาดในยุโรป เช่น อังกฤษและเยอรมนี จะเริ่มชะลอตัว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศสเข้ามาทดแทนบางส่วน
ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมที่อยู่ในแผนลงทุนจำนวน 24 แห่ง และมีทรัพย์สินรวม 58 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 27 โครงการ อยู่ระหว่างศึกษาแผนเพิ่มมูลค่า โดยการปรับตำแหน่งทางการตลาด เพื่อยกระดับราคาห้องพัก ดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูง และเพิ่มผลตอบแทนของสินทรัพย์ในระยะยาว
โดยบริษัทมองว่า กลยุทธ์สำคัญในระยะต่อไป คือการสร้าง “Lifestyle Destination” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละพื้นที่ มากกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบเดิม ๆ โดยจะเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ศิลปะ การบริการด้านสุขภาพ หรือ เวลเนส กีฬา และความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน
หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ เอเชียทีค พัทยา ที่ AWC เตรียมพัฒนาให้เป็น Active Wellness Lifestyle Destination เพื่อผลักดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวด้านสุขภาพ กีฬา และไลฟ์สไตล์ระดับโลก โดยบริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตร รวมถึงเชิญนักกีฬาและเซเลบริตี้เข้ามาช่วยโปรโมทเมืองพัทยาในระดับสากล
นอกจากนี้ AWC ยังเดินหน้าโครงการลานนาทีค ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวช่วงปลายปีนี้ ภายใต้แนวคิด Art & Culture Lifestyle Destination พร้อมดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลก เช่น โอกุระ รีสอร์ท ในรูปแบบเรียวกัง แห่งแรกของไทย และแบรนด์ลักชัวรีจากเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เข้ามาเสริมพอร์ต
นางวัลลภากล่าวว่า หลังจาก AWC เข้าไปพัฒนาโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง และร่วมผลักดันเชียงใหม่ในฐานะเมืองวัฒนธรรมระดับโลก ทำให้เริ่มเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 80% จากเดิมประมาณ 60%
สำหรับแผนลงทุนระยะยาว AWC ยังคงวางงบลงทุน 5 ปี รวมประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท โดยจะทยอยลงทุนตามจังหวะตลาด เพื่อรักษาความสมดุลด้านกระแสเงินสดและผลตอบแทนการลงทุน
โดยในปีนี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนาโครงการใหม่และปรับปรุงสินทรัพย์เดิม โดยมีทั้งโครงการโรงแรมใหม่ โครงการริมน้ำ และการพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะโครงการแลนด์มาร์กบริเวณเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ แม้บริษัทจะยังชะลอการก่อสร้างอาคารสูง 100 ชั้น เพื่อรอดูความพร้อมของตลาด แต่จะใช้พื้นที่ข้างเคียงพัฒนาเป็นพื้นที่กิจกรรมและประสบการณ์ด้านรีเทลและความบันเทิงแทน
ไฮไลท์สำคัญ คือการนำโดมจากงาน World Expo ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 โดม มาพัฒนาเป็น Attraction ระดับโลก ขนาด 1,600 ตร.ม. ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบริษัทตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ปีนี้
นอกจากนี้อีกหนึ่งในโครงการสำคัญ คือการพัฒนาโรงแรมเดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงค็อก ซึ่งเป็นอัลตร้า ลักชัวรี่ โฮเทล แอนด์ สปา ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีหน้า เพื่อเชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของโรงแรมเดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ในด้านต้นทุนและการบริหารจัดการ ปัจจุบันบริษัทยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ แม้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดย AWC ได้ลงทุนในระบบประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานจากระดับกว่า 220 กิโลวัตต์/ตร.ม./ปี เหลือประมาณ 195 กิโลวัตต์/ตร.ม./ปี และตั้งเป้าลดลงสู่ระดับ 168 กิโลวัตต์/ตร.ม./ปี ในอนาคต เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาระบบบริหารจัดซื้อแบบรวมศูนย์ และศึกษาการนำ AI มาใช้ในระบบจัดซื้อและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและอัตรากำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ AWC ยังเดินหน้ากลยุทธ์ “AWC Infinite Lifestyle” สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน โดยปรับรูปแบบจากการให้เช่าพื้นที่สำนักงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ครบวงจร ผู้เช่าสำนักงานสามารถใช้บริการ Business Center ห้องประชุม และสิทธิประโยชน์จากโรงแรมในเครือทั่วประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดสำนักงานยุคใหม่
นางวัลลภา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ AWC ไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่ต้องการให้ทุกโครงการสามารถสร้างคุณค่าให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจไทย ผ่านการสนับสนุน Local Sourcing การสร้างงาน และการผลักดันสินค้าไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่โดยมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) กำไรสุทธิที่ 1,986.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% โดยสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการคิดเป็น 60% และจากกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล 40%
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีอัตราการเติบโต 12% (YoY) จากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก สะท้อนจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 5,230 บาทต่อคืน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโต 10.3% (YoY) ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนโดยโมเดล AWC’s Lifestyle Destination และการเติบโตต่อเนื่องของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
ขณะเดียวกันปัจจุบันพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพของบริษัทมีมูลค่ารวม 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) รวมถึงยังรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงิน ที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) เพียง 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว พร้อมสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY)