ไออาร์พีซี กำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท ฝ่าความผันผวนพลังงานโลก คาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 98-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568
โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM
อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568
สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 1/2569 ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลก เผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
ดังนั้น ทำให้บริษัทมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมี EBITDA จำนวน 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,394 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568
โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทบันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกกำไร 258 ล้านบาท ขณะที่บริษัทบันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า
“จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท”
นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานของบริษัทไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
แต่การปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบดูไบ จากระดับเฉลี่ยประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนก.พ.2569 เป็นประมาณ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมี.ค.2569 ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุน สภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกในอนาคต โดยหากราคาน้ำมันดิบ ปรับลดลงหลังสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย บริษัทอาจมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จากต้นทุนน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงาน
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอุปสงค์และอุปทานในตลาดพลังงานโลก รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยังคงเป็นปัจจัยที่บริษัทติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก การบริหารต้นทุน การรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง
การบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 บริษัทคาดว่าตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิต ของกลุ่มโอเปคพลัสจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดบางส่วน
ด้านตลาดปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้ม
ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว
ในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ทั้งกลุ่ม World Index และ Emerging Markets Index ต่อเนื่อง
เป็นปีที่ 12 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และมาตรฐานสากล
พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน และ การพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
นายเทอดเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่าบริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นกู้อายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป โดยบริษัทและหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” จาก ทริสเรทติ้ง สะท้อนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจร ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาวในฐานะบริษัทเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท.