ธปท. ชี้สงครามกระทบเศรษฐกิจชะลอลงที่ 1.5% เงินเฟ้อพุ่งแตะ 4-5% ชั่วคราว ยันไม่เห็นสัญญาณ Stagflation เชื่อมั่นพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ประคองจีดีพีได้ 0.6%
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569” ว่าสงครามที่ลากยาวมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 2 มิติ คือ มิติแรก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่คาดว่าปี 2569 จะโตชะลอลงมาที่ 1.5% จากเดิมถ้าไม่เกิดสงครามคาดว่าจะโตได้ 2.3%
มิติที่สอง ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะเห็นเงินเฟ้อปรับขึ้นไปที่ 4-5% จากช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ที่เงินเฟ้อติดลบ ล่าสุดปรับขึ้นมาที่เกือบ 3% และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่มองว่าน่าจะเป็นเงินเฟ้อขาขึ้นชั่วคราว ปีหน้าน่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลงได้ แต่ทั้งหมดขึ้นกับว่าภาวะสงครามจะยุติเมื่อไหร่
“แม้เงินเฟ้อจะขึ้นไปแตะ 4-5% แต่เรายังไม่เห็นสัญญาณ การเกิด Stagflation โดยเงินเฟ้อระดับดังกล่าวไม่ได้ถือว่าสูงมาก เทียบกับช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน น่ากลัวกว่านี้ เพราะเงินเฟ้อขึ้นไป 7-8% ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในตอนนั้น แต่รอบนี้ดูแล้วยังไม่มีความจำเป็น แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิด”
ด้าน นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อ โดยกรณีฐานที่ใช้ประมาณการ อยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี การเจรจาได้ข้อยุติ และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแค่ปลายครึ่งแรกของปี แล้วกลับสู่ปกติในครึ่งปีหลัง
ส่วนราคาน้ำมันประเมินว่าจะค้างสูงอยู่ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะคลี่คลายในครึ่งปีหลัง แต่โดยรวมราคาจะยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม โดยประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้น่าจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปี 2570 ลงมาที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กรณีเลวร้าย คือ ความขัดแย้งจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปีนี้ การเดินเรือจะหยุดชะงัก แล้วค่อยทยอยเดินเรือได้ในครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันจะสูง ค้างนานกว่ากรณีฐาน และจะมีเรื่องความตึงตัวและการขาดแคลนวัตถุดิบ จนเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน จะกระทบการผลิตและการจ้างงาน
ส่วนผลกระทบจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินกรณีฐาน เราพอทราบว่าจะใช้เงินกู้เป็น 2 ก้อน ซึ่งในประมาณการได้รวมการใช้เงิน 2 แสนบาทแรกไว้แล้ว คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 0.6% จากเรื่องการทำมาตรการคนละครึ่ง การโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลัง ยังไม่ได้ให้ผลมากในปีนี้ ดังนั้นก็จะล้อกับสถานการณ์ปัจจุบันก่อน
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ประเมินเบื้องต้นมีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด second-round effect หรือการที่ราคาสินค้าและบริการจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการตั้งราคาสินค้าของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด เพราะว่าช็อกครั้งนี้ เป็นช็อกด้านอุปทานที่ค่อนข้างใหญ่
“การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สามารถรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเงินได้หลายฉากทัศน์ โดยหากปรับขึ้นเร็วเกินไปอาจจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่หากปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง การลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปี เป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่นๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป