SPCG เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 รายได้ 419.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 118.4 ล้านบาท พร้อมรุกตลาดโซลาร์รูฟบ้านพักอาศัย ขานรับนโยบายรัฐ
น.ส.ออมสิน ศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 419.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 118.4 ล้านบาท และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 302.4 ล้านบาท สะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่มั่นคง
ทั้งนี้ แม้โครงการโซลาร์ฟาร์มได้สิ้นสุดระยะเวลาการรับเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) แต่บริษัทยังคงสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ตามปกติในราคาขายส่ง (Wholesale Tariff) ซึ่งเป็นอัตราที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
บริษัทได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จของการวางแผนลงทุนที่แม่นยำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีความพร้อมทางด้านการเงิน ในการนำกระแสเงินสดจากโครงการเดิมมาขับเคลื่อนการขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างเต็มกำลัง
โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Solar Farm) ในประเทศทั้ง 36 โครงการ (36 SPVs) ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีปริมาณการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Energy Output) เติบโตขึ้น
ทั้งนี้ จากการยกระดับกลยุทธ์การบริหารจัดการที่เข้มงวด เน้นการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อให้ระบบผลิตไฟฟ้าทำงานได้เต็มขีดความสามารถ บริษัทจึงตั้งเป้าหมายยอดผลิตไฟฟ้าปีนี้ที่ 373.3 ล้านหน่วย ซึ่งในไตรมาส 1 บริษัทสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้สูงกว่า P50 ถึง 20%
สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในตลาดโซลาร์รูฟ (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยมีปัจจัยบวกจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ
อาทิ มาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 200,000 บาท และนโยบายรับซื้อไฟฟ้าคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนผ่านสู่ภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“ปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงเตรียมแผนการลงทุนภายใต้การดำเนินงานผ่านบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR (บริษัทย่อยซึ่ง SPCG ถือหุ้น 100%) และได้เริ่มนำร่องติดตั้งให้กับลูกค้าบางกลุ่มไปแล้ว”
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนจากราคาพลังงานและภาวะขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมแผนบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและการสำรองอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน โดยเตรียมจะประกาศแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
ด้านการแข่งขันทางการตลาด บริษัทเน้นกลยุทธ์ที่มากกว่าเรื่องราคา โดยชูคุณภาพและความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ผ่านการออกแบบระบบที่ตอบโจทย์เฉพาะราย (Customized Design) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงสุด (Maximum Yield) และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน
พร้อมกันนี้ ยังวางตำแหน่งแบรนด์เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้ทั้งด้านวิศวกรรม มาตรฐานความปลอดภัย และการบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นคุณค่าหลัก (Core Value) ที่สร้างความแตกต่างในตลาดและมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน