10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยื่น 8 มาตรการเร่งด่วนถึงรัฐบาล รักษาฐานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เตือนปี 2570 เสี่ยงเกิด “หน้าผาอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ Thai Subcon Activity Zone Hall 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) พร้อมอีก 9 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์เสนอรัฐบาลเร่งออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ

การรวมตัวครั้งนี้นำโดย นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA), นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (THAI SUBCON), นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ กรรมการบริหารสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA), นายชัชชัย ผลมูล รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA)

นางสาวอรอนงค์ ใจเย็น นายกสมาคมไทยคอมโพสิท (TCA), นายวิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA), รศ.วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์ นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA), ดร.ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ อุปนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และนายนิธิภูมิ พงศ์เกรียงยศ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย (TFA)

แถลงการณ์ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตรุนแรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ EV โดยเฉพาะการที่ค่ายรถยนต์หลายแห่งเริ่มปรับกลยุทธ์หันไปนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) จากจีน ภายใต้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างหนัก และเสี่ยงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

อีกทั้งยังมีความกังวลว่า หลังมาตรการส่งเสริม EV 3.5 สิ้นสุดในปี 2570 ซึ่งจะไม่มีเงื่อนไขบังคับผลิตชดเชยในประเทศและไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ อาจทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เลือกนำเข้ารถจากจีนทั้งหมดแทนการลงทุนผลิตในไทย จนเกิดภาวะ “หน้าผาอุตสาหกรรม” ที่กระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในวงกว้าง

“ทั้ง 10 สมาคมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยจะเป็นเพียง “ตลาดบริโภครถ EV ราคาถูก” หรือจะรักษาสถานะ “ฐานการผลิตยานยนต์โลก” เอาไว้ พร้อมขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน”

สำหรับข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉิน ประกอบด้วย

1.ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีระหว่างรถนำเข้าและรถผลิตในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า”

2.ปรับเกณฑ์ Local Content และเขตปลอดอากร ให้สะท้อนการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศจริง

3.ส่งเสริมการใช้ “ชิ้นส่วนร่วม” ที่ผู้ผลิตไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซีส์ และตัวถัง

4.ปรับนโยบาย BOI คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และเข้มงวดการตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุน

5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ผ่านการเจรจารัฐต่อรัฐ และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า

6.ยกระดับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิ์ส่งออก

7.ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเปิดช่องทางให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม

8.ส่งเสริมการทดสอบในประเทศและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ขั้นสูงในไทย

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายกีดกันรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า หรือทำให้ราคารถยนต์สูงขึ้น แต่ต้องการให้การแข่งขันเป็นธรรม ระหว่างผู้ประกอบการที่ลงทุนจริง ผลิตจริง และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ กับผู้ที่เน้นนำเข้ารถสำเร็จรูปโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในไทย

“มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าเสรี แต่เป็นการรักษาสมดุลและปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ได้อย่างยั่งยืน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน