บางจาก เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 กำไร (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท ธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท สูงกว่า 100%
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% และ EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40%
ทั้งนี้ ส่งผลให้มีกำไรสุทธิจาก
การดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท หากรวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาส บริษัทมีกำไร
ส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
โดยบริษัทสามารถบริหารการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานภายใต้สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกที่ผันผวนตามความตึงตัวของอุปทานและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทำสถิติการผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน และมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวม 3,700 ล้านลิตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสม
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมี.ค.2569 เรายังคงยืนหยัดทำหน้าที่สนับสนุนความต่อเนื่องในการจัดหาและส่งมอบพลังงานของประเทศ และด้วยความมุ่งมั่นในการจัดหาน้ำมันดิบที่มีคุณภาพจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับที่จำกัด
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวและความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งบริษัทจะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทได้พยายามอย่างเต็มความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติม รวมถึงจัดหาจากแหล่งใหม่ๆ เพื่อรักษาอัตราการกลั่นและรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ ณ ปัจจุบันบริษัทได้จัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนก.ค. 2569 พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินงานอย่างทันท่วงที เพื่อบริหารต้นทุนและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเหมาะสม
บริษัทได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค อาทิ เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “Fry to Fly-2 ลิตร แลก 1 ลิตร” ภายใต้แนวคิด “น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ” เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค
อีกทั้งยังได้รับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาด 700,000 บาร์เรล
ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย สู่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาตามแผน รวมถึงสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิต
และมีกำหนดส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกภายในเดือนพ.ค.2569
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทบยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท จากการบริหารการจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบ
การบริหารกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา พร้อมทั้งขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (“CHK”) ในสัดส่วน 100%
ประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมันจำนวน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ สนับสนุนการบริหารธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดในระยะยาวรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569
น.ส.ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ
ธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและจากปีก่อน จากปัจจัยต่างๆ ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน
ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวในเดือนมีนาคม จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งการรับรู้ Inventory Gain ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เทียบเท่า 8,299 ล้านบาทตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม
สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 ทั้งกลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 23,788 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.91 เท่า พร้อมคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของบริษัท ที่ระดับ “A+” และแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” หรือ “Stable” จากทริสเรทติ้ง