แสนสิริ (SIRI) รายงาน ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 864 ล้านบาท โต 6% ยอดขาย 1.3 หมื่นล้านบาท ตุนแบ็คล็อกกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 3 ลุยต่อ 6 โครงการใหม่ 1.33 หมื่นล้านบาท รับแรงหนุนดอกเบี้ยต่ำ 1% และ LTV คลาย 1 ปี จับมือ 2 ธนาคารใหญ่ จัดโปรฯ ไม่ต้องผ่อนสูงสุด 48 เดือน

นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถทำยอดขายได้ 13,300 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 6,691 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเติบโต 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรืออยู่ที่ 864 ล้านบาท โดยที่บริษัทยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการทยอยโอนคอนโดมิเนียมหลายโครงการในปีนี้

“สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่มีหลากหลายปัจจัยที่ไม่คาดคิด โดยเรายังพยายามในการบริหารจัดการในทุกด้านเพื่อรักษาระดับการเติบโต”

นายวิชาญ กล่าวและว่าในด้านตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ แม้จะมีการแข่งขันที่เข้มข้น แต่บริษัทยังคงสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะความสำเร็จของแบรนด์ ‘นาราสิริ’ ในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection ที่สามารถปิดการขายเฟสแรกทันทีในช่วงพรีเซล ทั้งที่โครงการกรุงเทพกรีฑาและบรมราชชนนี กวาดยอดขายรวมทะลุ 1,500 ล้านบาท จนต้องเร่งเปิดเฟสใหม่เพื่อรองรับความต้องการ

เช่นเดียวกับโครงการ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจนปิดเฟสแรกได้ในรอบพรีเซล สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่อย่าง ‘เลิฟ เจริญนคร’ สามารถทำยอดขายช่วงพรีเซลไปได้กว่า 1,500 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีความมั่นคงทางรายได้จากยอดขายรอโอน (Backlog) ที่สูงกว่า 24,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ได้ถึง 50% ของยอดรวมทั้งหมด

ด้านยอดโอน บริษัทสามารถทยอยรับรู้รายได้จากคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ได้แก่ Via 34 ลักซ์ชัวรีคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ บนทำเลสุขุมวิท 34, Via 61 ลักซ์ชัวรีคอนโดมิเนียม ในซอยสุขุมวิท 61, เดอะ เบส เชิงทะเล ที่ทำยอดขายได้แล้ว 90% และเดอะ เบส ศรีจันทร์ – ขอนแก่น ทำให้สามารถรักษาความเป็นผู้นำในทุกเซ็กเมนต์และทุกระดับราคา รวมถึงรายได้จากธุรกิจใหม่ ต้นแบบ Crafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้าน

สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ แสนสิริยังคงเดินหน้าตามแผนการเปิดโครงการใหม่ โดยไตรมาส 2 เปิด 6 โครงการ มูลค่ารวม 13,360 ล้านบาท เน้นสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ในแต่ละเซ็กเมนต์ อาทิ เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ, เมเบิล ประชาอุทิศ 90 แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด ราคาเริ่มต้นเพียง 5 ล้านบาท

รวมถึงเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการระดับไอคอนิกอย่างเอ็กซ์ที เทน เอกมัย, เวีย 34 (Via 34), ดีคอนโด วีเต เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในทุกเซ็กเมนต์และทุกระดับราคา นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ในไตรมาส 2 ได้แก่ เวีย 61 , เดอะ เบส เชิงทะเล และเดอะ เบส ศรีจันทร์ – ขอนแก่น ด้วย

ทั้งนี้คาดการณ์แนวโน้มไตรมาส 2 ยังคงเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงโดยเฉพาะสงครามราคา ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายจากข้อเสนอของผู้ประกอบการ ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ (1%) รวมถึงแรงหนุนจากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว 1 ปี สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2570) จะเป็นโอกาสของกลุ่มเรียลดีมานด์กับราคาที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ที่ดีที่สุด

สำหรับแสนสิริ ได้ร่วมกับ 2 ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง ไทยพาณิชย์-กรุงไทย จัดโปรโมชั่น “ไม่ต้องผ่อน สูงสุด 48 เดือน” แบ่งเบาภาระที่คุ้มค่าและยาวนานที่สุดกับบ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม ที่ร่วมรายการ

“ภาคธุรกิจยังคงกังวลกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับแสนสิริเราได้วางแผน ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าไว้บางส่วนเพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าราคาอาจปรับขึ้นตามกลไกตลาดในระยะต่อไป ในทางกลับกัน เรายังเห็นปัจจัยบวกจากอุปสงค์ในกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบของโลก”

นายวิชาญ กล่าวกล่าวพร้อมระบุด้วยว่า แม้ในระยะแรกชาวต่างชาติจะเริ่มจากการเช่าอาศัย แต่เชื่อว่าจะนำไปสู่การตัดสินใจเป็นเจ้าของในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่มีแรงหนุนแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว

ประกอบกับจุดแข็งของแบรนด์แสนสิริ ทั้งในด้านคุณภาพ ดีไซน์ บริการหลังการขาย และความคล่องตัวในการปรับตัวตามเทรนด์ตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เราเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน