ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก ท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันให้ต้องปรับเกมครั้งใหญ่ ทำให้ภายหลัง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล “อนุทิน 2” ได้เดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพทันที
ยุทธศาสตร์ถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน เริ่มจากการทบทวนสิทธิ์ฟรีวีซ่า 60 วัน จาก 93 ประเทศ/ดินแดน ให้กลับมาเหลือ 57 ประเทศ เพื่อยกระดับการคัดกรองนักท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงคุณภาพ ถัดมาคือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว และมาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนจัดทำระบบประกันอุบัติเหตุเพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ
ขณะที่มาตรการที่ 3 คือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) สำหรับคนไทยในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง โดยใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 ของกระทรวงการคลังเร่งสกัดเงินไหลออกนำเงินกลับมาสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส รวมทั้งเข้ากองทุนท่องเที่ยวระยะยาว ซึ่งประเมินว่ามาตรการดังกล่าวอาจสร้างรายได้สูงถึง 10,000 ล้านบาท เพราะปัจจุบันคนไทยเดินทางไปต่างประเทศปีละ 10 ล้านคน
แต่ดูเหมือน Exit Fee จะกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมา หลังจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกมาแตะเบรก ย้ำว่าต้องพิจารณามาตรการอย่างรอบคอบ ซึ่งตามกระบวนการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องจัดทำรายละเอียดเสนอเพื่อพิจารณาและหารือร่วมกันก่อน จากนั้นจึงจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ในลำดับถัดไป
ขณะที่คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่าง นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า นำทีมเข้าพบรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หารือเสนอมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง และขอให้พิจารณาชะลอการใช้มาตรการ Exit Fee เกรงว่าจะกระทบฐานการเดินทางของคนไทย และมีการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต
ด้าน นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ก็ออกโรงคัดค้านหัวชนฝา บอกให้ภาครัฐเลิกมองการดึงรายได้ระยะสั้นจากกระเป๋าประชาชน และหันไปมองคนไทยที่เดินทางออกนอกในฐานะตัวแทนทางการทูต (Ambassadors) และสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในการสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีโลก
เสนอให้หันมาเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Two-Way Tourism หรือท่องเที่ยวแบบสองทางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเป็นผู้นำในระดับสากล ขณะที่บริบทการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การทำตลาดแบบขาเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
และระบุว่ามาตรการดังกล่าวยังย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์การสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีโลกแล้วกระทบเป็นลูกโซ่สร้างความเสียหายหลายมิติ ได้แก่
1.วิกฤตโครงสร้างต้นทุนสายการบินที่ต้องพึ่งพาอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ทั้งขาไปและขากลับ
2.ลดทอนอำนาจต่อรองและความเสี่ยงทางการทูต เพราะขัดแย้งกับนโยบายเปิดประเทศและวีซ่าฟรี อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางภาษีหรือการเข้มงวดวีซ่าจากคู่ค้า 3.เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การเพิ่มต้นทุนให้กับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ นักลงทุนที่ต้องเดินทางไปดูงาน เจรจาการค้า หรือเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า (ไมซ์) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสในการขยายตลาดของธุรกิจไทย
และ 4.เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส หากเก็บภาษีที่อัตรา 1,000 บาทไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย แต่กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่สำหรับนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนชั้นกลางที่ต้องการเดินทางไปศึกษาหาความรู้
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจที่มาของมาตรการ Exit Fee กันก่อนว่าไม่ใช่แนวคิดใหม่ ในอดีตประเทศไทยเคยจัดเก็บ “ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” มาแล้ว โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 ในสมัยรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากคนไทยและชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศซึ่งเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ในทางปฏิบัติได้มีการยกเว้นการจัดเก็บมานานเกือบ 4 ทศวรรษ จนล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีแนวคิดที่จะกลับมาปัดฝุ่นและบังคับใช้อีกครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังกดดันภาระค่าครองชีพของประชาชนทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้น การดำเนินมาตรการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติทั้งด้านผลดี ผลเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำเติมภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
ต้องศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของมาตรการ เปรียบเทียบดูว่ารายได้ที่รัฐบาลจะได้รับจากมาตรการนี้ กับเม็ดเงินที่คนไทยใช้จ่ายต่างประเทศชดเชยหรือทดแทนกันได้จริงหรือไม่ เพราะจากข้อมูลสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ระบุว่าปัจจุบันคนไทยเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศ (Outbound Tourism) เฉลี่ยปีละประมาณ 10-11 ล้านคน มีการนำเงินไปใช้จ่ายในต่างประเทศมากถึง 3.85-4.40 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่มาตรการ Exit Fee จะสร้างรายได้แค่หมื่นล้านบาทเท่านั้น เท่ากับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินไทยไหลออกเท่าที่ควร
ควรวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่อยู่ในซัพพลายเชนภาคท่องเที่ยวให้รอบด้าน อาทิ อุตสาหกรรมการบินว่าจะมีความเสี่ยงที่จำนวนผู้โดยสารขาออกจะลดลงส่งผลต่อสายการบิน ธุรกิจทัวร์ และรายได้ของสนามบินหรือไม่ เพราะนักท่องเที่ยวขาออกลดลงอาจทำให้ต้องลดเส้นทางบิน บริษัททัวร์เอาต์บาวด์ในไทยรายได้ลดลง และกระทบความเชื่อมั่นเชิงนโยบายการท่องเที่ยว
หากรัฐบาลยังตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะจัดเก็บเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือเก็บจากคนไทยทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีความจำเป็นเดินทาง เช่น ผู้ป่วยที่ไปรักษา นักเรียน นักศึกษา แรงงาน หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจ นักบิน ลูกเรือ
ในทางกลับกันต้องดูด้วยว่ามาตรการ Exit free ส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยจริงหรือไม่ เพราะอัตราการจัดเก็บ 1,000 บาทอาจไม่กระทบกลุ่มผู้เดินทางท่องเที่ยวรายได้สูงมากนักเพราะสามารถจ่ายเพิ่มได้
ดังนั้น รัฐบาลควรตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้านกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการนี้ช่วยยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่ปัจจัยที่ซ้ำเติมภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจให้เปราะบางมากยิ่งขึ้น