เอกชน ล้อมวง ชง 4 ข้อเสนอรัฐ สู้วิกฤตพลังงาน มองโอกาสดึงลงทุนย้ายฐานเข้าไทย ย้ำต้องไม่ทิ้ง SMEs

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับภาค เอกชน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม ว่า

รัฐบาลเปิดวงหารือภาคเอกชน เพื่อรับฟังข้อเสนอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและความผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “โอกาสสำคัญของประเทศไทย” ในการดึงดูดการลงทุนและย้ายฐานการผลิตของโลกเข้าสู่ประเทศ ทั้งในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

ภาคเอกชนระบุว่า ไทยจำเป็นต้องเร่ง “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” ผ่านการลงทุนเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

4 ประเด็นหลักที่ภาคเอกชนเสนอ

1. การลงทุนด้านทรัพยากรน้ำ

เสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อรองรับภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานการผลิตอาหารสำคัญของประเทศ พร้อมเตือนความเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปีจากปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวน

2. การลงทุนพลังงานสะอาดและระบบไฟฟ้า

ภาคเอกชนเห็นว่าควรเร่งขยายการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า (Grid) ให้ทันสมัย รองรับพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต

3. การลงทุนในคนและเทคโนโลยีดิจิทัล–AI

เสนอให้เร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุค AI โดยใช้โอกาสจากฐานดาต้าเซ็นเตอร์ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการพัฒนา AI ภายในประเทศ

4. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines)

มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism), ดิจิทัล–AI, เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงแนวคิดให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้านการผลิตและการเงิน

การปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะขั้นตอนอนุญาตและข้อจำกัดด้านที่ดิน ซึ่งใช้เวลานานและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน พร้อมชื่นชมกลไก BOI Fast Track ที่ช่วยเร่งการอนุมัติและทำให้เกิดการลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้มีการยกระดับการปราบปรามการทุจริต และจัดตั้งกลไกเฉพาะเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ

4T แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ภาคเอกชนเสนอกรอบการพัฒนา “4T” เพื่อยกระดับประเทศ ได้แก่

* Targeted มุ่งเป้าการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ชัดเจน
* Transition เปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
* Transformation ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการพัฒนาคน
* Together การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

กลไกขับเคลื่อนต่อจากนี้

นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (Public-Private Joint Committee) เพื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งหวังให้เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ

โดยการหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนอีกครั้งอย่างยั่งยืน

“ภาคเอกชนแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับน่าจับตา โดยเฉพาะผลกระทบที่เริ่มส่งผ่านไปยังประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี”

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้สะท้อนความกังวลต่อภาระต้นทุนและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเห็นว่ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และมีความเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าลงทุนในอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ผลประโยชน์จากการลงทุนควรถูกส่งต่อและกระจายสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย รวมถึงประชาชนในพื้นที่ภูมิภาค เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

โดยมีข้อเน้นย้ำสำคัญว่า นโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการรองรับภาระค่าครองชีพจำกัด และอาจได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้

อย่างไรก็ตาม ในวงหารือภาคเอกชนไม่ได้หยิบยกโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาโดยตรง แต่สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะ “ท่าเรือระนอง” ซึ่งถูกมองว่ามีศักยภาพรองรับการค้าและโลจิสติกส์ฝั่งอันดามันมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาคอขวดการค้าชายแดนแม่สอด

แต่มีข้อเสนอให้เร่งพัฒนา “Missing link” ระบบรางช่วงชุมพร–ระนอง ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อสำคัญที่ยังขาดหาย เพื่อเปิดทางให้การขนส่งสินค้าจากภาคเหนือและภาคกลางลงสู่ท่าเรือฝั่งใต้ทำได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยข้อเสนอดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันการลงทุนในระยะต่อไป

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน