สสว. ผนึกมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดโครงการ “Thai Street Gold Star” ยกระดับร้านสตรีทฟู้ดไทยด้วย AI ดิจิทัล และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร หวังสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสุขภาพ ตั้งเป้าดัน SME ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก เริ่มนำร่อง 3 จังหวัด คัดร้านเข้าระบบกว่า 1,000 ราย

ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่าน “อาหารไทย” และ “สตรีทฟู้ด” ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดตัวโครงการ “Thai Street Gold Star” ภายใต้โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล (Therapy Festival & Thai Street Gold Star Project)

เพื่อผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐานโลก ผ่านเทคโนโลยี AI นวัตกรรมดิจิทัล และระบบบริหารจัดการสมัยใหม่ ซึ่งการดำเนินโครงการในคร้้งนี้ อยู่ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสสว.

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 3 ล้านราย และมีแรงงานอยู่ในระบบกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังเป็นเครื่องยนต์หลักที่สร้างรายได้กว่า 3 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 20% ของ GDP ประเทศ โดยหนึ่งในจุดแข็งสำคัญคือ “อาหารไทย” และ “สตรีทฟู้ด” ที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและอาหารยังขาดการเชื่อมโยงด้านมาตรฐานและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และสุขอนามัย จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการ “Thai Street Gold Star” เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสตรีทฟู้ดไทยในระยะยาว

“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Wellness Tourism ต้องการความมั่นใจว่าอาหารริมทางมีคุณภาพ ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก” นายนภินทรกล่าว

โครงการดังกล่าวจะนำผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพอาหาร ตั้งแต่การตรวจสารตกค้าง ความปลอดภัยของวัตถุดิบ สุขอนามัยร้านค้า ไปจนถึงการพัฒนามาตรฐานการบริการ การบริหารต้นทุน และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศ

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ การเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางรวบรวมร้านอาหารและผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไว้ในระบบเดียว ช่วยให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสามารถค้นหาร้านอาหาร ดูรีวิว พิกัด เมนู และข้อมูลด้านสุขอนามัยได้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และแนะนำร้านอาหารหรือเมนูที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลด้านการท่องเที่ยว โปรโมชั่น และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารและสุขภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว

ทางด้านนางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ในระยะแรกโครงการจะดำเนินการใน 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการประมาณ 1,500 ร้าน เหลือราว 1,000 ร้านเข้าสู่กระบวนการพัฒนาและรับรองมาตรฐาน

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ผ่านระบบ POS สำหรับบริหารจัดการร้านค้า ทั้งการคำนวณต้นทุน การบริหารสต๊อกสินค้า การวิเคราะห์ยอดขาย และการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ โดย สสว. สนับสนุนงบประมาณเพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงระบบดังกล่าวให้กับ SMEs

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้จริง และใช้ข้อมูลมาพัฒนาธุรกิจ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างขีดแข่งขันในระยะยาว” นางสาวปณิตากล่าว

ขณะที่นายชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งรับหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมอาหาร ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Street Food ไทย โดยไม่เน้นเพียงเรื่องความอร่อย แต่รวมถึงคุณภาพ สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน

โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จะนำจุดแข็งด้านองค์ความรู้และห้องปฏิบัติการอาหารที่ได้รับมาตรฐาน เข้ามาตรวจสอบคุณภาพอาหาร วัตถุดิบ และสารปนเปื้อน พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสุขลักษณะและความปลอดภัย

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน โดยมีแนวทางเพิ่มเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้ภาชนะโฟม การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ และการควบคุมคุณภาพน้ำมันทอด เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านธุรกิจ การบริหารต้นทุน การตลาดดิจิทัล และการสร้างแบรนด์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ โครงการ “Thai Street Gold Star” จะมีการจัดกิจกรรม Roadshow และทดสอบตลาดจริงในพื้นที่นำร่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองจำหน่ายสินค้า พบปะนักท่องเที่ยว และเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคจริง ก่อนขยายผลสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศในอนาคต

สำหรับตรารับรอง “Thai Street Gold Star” จะเป็นการรับรองแบบรายปี และมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หากร้านค้าไม่สามารถรักษามาตรฐานได้ อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

โครงการดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการยกระดับ “สตรีทฟู้ดไทย” แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุขภาพ และดิจิทัล ซึ่งกำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ทางด้านนายอาทิตย์ ภูนาแร่ ผู้ประกอบการร้านยำเกย์เร ตลาด 20 มิถุนา รัชดา 18 แยก 11 สามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้ประกอบการร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการ Thai Street Gold Star กล่าวว่า การนำร้านเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ คาดหวังว่าจะทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และถือเป็นการช่วยขยายตลาดให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“อยากให้ลูกค้ากว้างขึ้น ขยายมากขึ้น” นายอาทิตย์กล่าว

สำหรับกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอยู่บ้าง โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนและเวียดนาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาหารสตรีทฟู้ดไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน