กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึก สตช. ปูพรมปราบปราม-ทลายเครือข่ายนอมินีแหล่งท่องเที่ยว ขยายผลเร่งกวาดล้างเครือข่ายผิดกฎหมายต่อเนื่อง พบคนไทยเอี่ยวเพียบ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังร่วมลงพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 กับคณะนายกรัฐมนตรีเพื่อร่วมปฏิบัติการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือนอมินี
พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ซึ่งได้บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติ ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย
โดยได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯ ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานตั้งต้นในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เป็นหน่วยงานนำวิถีชี้เป้าให้หน่วยงานราชการอื่นๆ ทำหน้าที่ปราบปรามหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีการจดทะเบียนบริษัทจำกัด บนเกาะพะงัน 3,754 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,381 ราย เกาะสมุย 12,050 ราย มีชาวต่างชาติ ร่วมถือหุ้น 8,213 ราย
จังหวัดภูเก็ต 29,646 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย
จังหวัดพังงา 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย จังหวัด
กระบี่ 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย
อำเภอบางละมุง (พัทยา) 33,314 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย
อำเภอหัวหิน 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย
และอำเภอปาย 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย
ซึ่งกรมจะเร่งตรวจสอบในกลุ่มที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี อาทิ บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุด ตามกฎหมายกำหนด แต่กลับให้สิทธิคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท
“กรณีที่พบคนไทยถือหุ้นหรือเป็นกรรมการซ้ำซ้อนในหลายบริษัทอันผิดปกติวิสัย ซึ่งอาจเป็นการอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000-1,000,000 บาท”
กรมจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการปราบปรามธุรกิจนอมินี อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย ป้องกันการถือครองทรัพย์สินโดยอำพราง และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศอย่างยั่งยืน
ในส่วนของกรม ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นทางในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ได้ดำเนินการป้องกันให้การจดทะเบียนมีความเข้มงวดขึ้น โดยได้ออก 2 คำสั่งที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. และ 1 เม.ย.2569
โดยสาระสำคัญ คือ กำหนดให้การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี จะต้องส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทย ให้กับนายทะเบียนเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง
การกำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี
ซึ่งสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจภายหลังออกคำสั่งดังกล่าวได้ช่วยลดจำนวนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีได้อย่างมีนัยยะสำคัญถึง 75% แต่ยังคงจะทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีคำสั่งให้นายทะเบียน ซึ่งทำหน้าที่รับจดทะเบียนตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนว่ามีการร่วมลงทุนในการจัดตั้งนิติบุคคลจริง หากไม่มีการลงทุนจริงจะทำการปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันที
ทั้งนี้ กรมยังคงรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายควบคู่กันไปด้วย