กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ ผู้ค้าน้ำมัน-อุตสาหกรรมยานยนต์ การันตีมาตรฐานน้ำมัน B20 ยุทธศาสตร์ร่วมใจขับเคลื่อนพลังงานไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่าได้ร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดกิจกรรม “การันตีมาตรฐานน้ำมัน B20 ยุทธศาสตร์ร่วมใจขับเคลื่อนพลังงานไทยฝ่าวิกฤติพลังงานโลก“ หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันโลกมีการใช้น้ำมันสูงถึงวันละ 103 ล้านบาร์เรล โดยพื้นที่ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตสำคัญถึง 10-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งและการผลิต หลายประเทศ จึงเริ่มนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อพยุงสถานการณ์

”กรมได้ติดตามมิติความมั่นคงอย่างใกล้ชิดทุกวัน และมั่นใจว่าหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ประเทศไทยยังมีน้ำมันเพียงพอสำหรับใช้งานไม่น้อยกว่า 100 วัน แบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 50-60 วัน น้ำมันบนเรือที่กำลังเข้าสู่ไทยอีก 30 วัน และส่วนที่อยู่ระหว่างสัญญาจัดหาเรืออีกราว 30 วัน“

โดยได้กำชับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ห้ามหยุดการผลิตและให้เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปให้มากที่สุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ส่งข้อมูลตรวจสอบสต็อกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกักตุนและสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”

นอกจากนี้ กรมยังขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะ B20 และ E20 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อลดการนำเข้าและช่วยเกษตรกร โดยมีการกำกับมาตรฐานน้ำมัน B20 อย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานยูโร (Euro Standard) ของสหภาพยุโรป และมีหน่วย Mobile Lab ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดการปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของโลก

นายสราวุธ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะทำให้เรื่องนี้ยั่งยืน โดยมีการศึกษาเรื่องการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Oil Reserve) ควบคู่กับการพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถยืนบนขาของตัวเองได้ในระยะยาว แม้ในวันที่ราคาน้ำมันฟอสซิลโลกจะผันผวนเพียงใดก็ตาม

นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าในปี 2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมประมาณ 21.87 ล้านตันต่อปี คิดเป็นปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ประมาณ 3.94 ล้านตันต่อปี

ขณะที่ ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสำหรับภาคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 225 ล้านตันต่อปี สำหรับการส่งออกประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้ยังมีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่สามารถนำไปใช้ใช้ในภาคพลังงานได้ประมาณ 1 49 ล้ามตันต่อปี

ดังนั้น หากมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ในสัดส่วน 10% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด จะส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มติบในภาคพลังงานรวมประมาณ 1.23 ล้านต้นต่อปี อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผลผลิตปาล์มเพียงพอรองรับการผลิตไบโอดีเซลเพื่อผสมเป็นน้ำมันดีเซล B20

ด้าน น.ส.ยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่าประเด็นที่ผู้บริโภคกังวลมากที่สุดคือ ผลกระทบต่อเครื่องยนต์นั้น สมาชิกของสมาคมฯ ทั้ง 13 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โตโยต้า, อีซูซุ, มาสด้า, มิตซูบิชิ, นิสสัน, เอ็มจี, ฮีโน่, ฮุนได, สแกนเนีย, เกรท วอลล์ มอเตอร์, ยูดี ทรัคส์

วอลโล่ ทรัคส์, เอ็ม เอ เอ็น, ฟูโซ่, เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทรักส์ และ เชพโรเลต ยืนยันร่วมกันว่ามีรถยนต์รวม 1,135 รุ่น ที่รองรับน้ำมัน B20 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ของเครื่องยนต์

นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ในฐานะผู้แทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน 8 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น,บางจาก, พีที, เชลล์, คาลเท็กซ์, ซัสโก้,ไซโนเปค ซัสโก้ และ พี.ซี.สยามปิโตรเลียม กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤติพลังงาน

“ปัจจุบันน้ำมัน B20 มีโครงสร้างราคาที่ถูกกว่าน้ำมันดีเซลพื้นฐานถึง 7 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการขนส่งและลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเรามีปั๊มที่จำหน่าย B20 แล้วกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง และตั้งเป้าจะขยายให้ครบ 1,000 แห่ง ภายใน 1 เดือนข้างหน้า“

ทั้งนี้ื เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลได้ถึง 40-50% ช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้ถึง 72,000 ล้านบาทต่อปี ให้มาหมุนเวียนกลับสู่เกษตรกรชาวสวนปาล์มไทยแทน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน