KTC ระบุสัดส่วนการใช้จ่ายออนไลน์เพิ่มเป็นประมาณ 40-45% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด จากอดีตเพียง 10-20% ดัน 4 เดือนแรกปี 2569 ยอดใช้จ่ายโต 16% รับกระแส Speed Economy และการซื้อสินค้าแบบ “ซื้อน้อยแต่ซื้อบ่อย”

นายณัฐสิทธิ์ สุนทราญ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเข้าสู่ยุค “Speed Economy” อย่างชัดเจน ส่งผลให้ธุรกรรมการใช้จ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ และ ฟู้ดเดลิเวอรี่ แพลตฟอร์มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 พบว่าจำนวนธุรกรรม (Transaction) ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC เติบโตมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดใช้จ่ายเติบโตเฉลี่ยประมาณ 16%

ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม “ซื้อน้อยแต่ซื้อบ่อย” และต้องการความรวดเร็วในการได้รับสินค้าและบริการ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee, Lazada และ TikTok รวมถึงกลุ่มฟู้ดเดลิเวอรี่ อาทิ Grab, LINE MAN, Hungry Hub, Robinhood และ ShopeeFood

“ปัจจุบันผู้บริโภคต้องการความรวดเร็วมากขึ้น เช่น ช่วงประชุมก็อยากให้มีอาหารมาส่งทันเวลา หรือแม้แต่ลืมซื้อของใช้ตอนดึกก็สามารถสั่งให้แพลตฟอร์มจัดส่งได้ทันที เทรนด์เหล่านี้จึงผลักดันให้ธุรกรรมออนไลน์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ” นายอภินันท์กล่าว

นายณัฐสิทธิ์ ยังระบุว่าแม้ยอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตจะเติบโต แต่การเติบโตของจำนวนธุรกรรมยังสูงกว่า เนื่องจากผู้บริโภคใช้จ่ายต่อครั้งไม่สูงมาก แต่มีความถี่เพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายการเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 600-700 บาท เป็นประมาณ 800 บาท

ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างแข่งขันกันอย่างหนัก ทั้งการออกโค้ดส่วนลด โปรแกรมสมาชิก VIP และแคมเปญส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง Double Day เช่น 9.9, 11.11 และ 12.12 ที่ยังคงเป็นช่วงสำคัญของตลาดออนไลน์

นายณัฐสิทธิ์กล่าวว่า ในอดีตแคมเปญ 11.11 ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ปัจจุบันพบว่า 12.12 มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายปีและเทศกาลจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ Double Day ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของแพลตฟอร์มออนไลน์ในการกระตุ้นยอดขาย แม้ว่าปัจจุบันจะมีแคมเปญ Mid Month และ Payday เพิ่มเข้ามาตลอดทั้งปี

สำหรับสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC บนแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40-45% ของการใช้จ่ายทั้งหมด จากในอดีตที่มีเพียง 10-20% สะท้อนว่าการใช้จ่ายออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไปแล้ว หลังพฤติกรรมการใช้งานถูกเร่งจากช่วงโควิด-19 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในด้านหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคใช้จ่ายผ่านบัตร KTC บนแพลตฟอร์มออนไลน์สูงสุด ยังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ นำโดยกลุ่ม บิวตี้,คอสเมติก,สินค้าแฟชั่น และ สินค้าอุปโภค-บริโภค ซึ่งผู้บริโภคซื้อซ้ำได้บ่อยประกอบกับได้รับอานิสงส์จากแคมเปญลดราคาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ส่วนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ลูกค้า KTC ใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน Shopee ยังคงครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Lazada และ TikTok Shop อยู่ในอันดับรองลงมา โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งและการวางตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างกัน เช่น TikTok เน้น Social Commerce และความบันเทิงผ่านวิดีโอสั้น ขณะที่ Lazada เน้นสินค้าจาก LazMall ที่รับประกันสินค้าแท้

นอกจากนี้ KTC ยังให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยในการใช้จ่ายออนไลน์ โดยมีทีมงานตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หากพบว่าลูกค้ามีการใช้งานบนแพลตฟอร์มที่ไม่เคยใช้ หรือมีการใช้จ่ายผิดปกติ เช่น ใช้ถี่หรือมียอดสูงผิดสังเกต ระบบจะมีการโทรสอบถามลูกค้าทันที

“ด้วยความที่ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Speed Economy สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัย” เพราะยิ่งธุรกรรมออนไลน์เติบโตเร็ว ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากลูกค้าไม่มั่นใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่โทรสอบถามจริงหรือไม่ สามารถโทรกลับเข้ามาที่ Call Center ของ KTC เพื่อตรวจสอบได้ทันที เราอยากให้ผู้บริโภคระมัดระวัง โดยเฉพาะช่วง Flash Sale หรือช่วงโปรโมชั่นแรง เพราะบางครั้งราคาที่ถูกผิดปกติอาจเป็นกลลวงจากมิจฉาชีพ” นายณัฐสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม KTC มองว่าการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มรายใหญ่ยังมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีระบบรีวิวสินค้า ระบบขอคืนเงิน และการตรวจสอบกรณีไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ตรงปก ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 KTC ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มออนไลน์เติบโตประมาณ 18% แม้ปัจจุบันตัวเลขในช่วง 4 เดือนแรกจะเติบโต 16% เข้าใกล้เป้าหมายแล้วก็ตาม โดยบริษัทมองว่ายังต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป

นอกจากนี้ KTC ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อและบริการผ่อนชำระ โดยปัจจุบันมีบริการผ่อน 0% ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย สูงสุด 10 เดือน และสำหรับบางหมวดสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ สามารถผ่อนได้นานสูงสุด 24 เดือน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อของบริษัท

นายณัฐสิทธิ์ กล่าวอีกว่าแม้การแข่งขันด้านราคาจะยังเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่ KTC ให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “ความปลอดภัย” และ “ความไว้วางใจ” ของลูกค้า เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การใช้จ่ายออนไลน์เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ชี้ Speed Economy เปลี่ยนเกมธุรกิจ

ทางด้านนางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่าปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในยุคของ ‘Speed Economy’ ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง ‘ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป

แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์ / KOL แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ

ทั้งนี้ข้อมูลจาก Priceza ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.6 ล้านล้านบาท โดยยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 10–20% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

โดยสมาคมฯ ยังคงผลักดันแนวคิด “E-Commerce for All” และ “Technology for Everyone” เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถเข้าถึงโอกาสทางดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม

“ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในเศรษฐกิจดิจิทัล ขอเพียงผู้ประกอบการกล้าปรับตัว ใช้ AI ใช้ข้อมูล และใช้คอนเทนต์ให้เป็นประโยชน์ พร้อมมองตลาดต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เพราะวันนี้เราไม่ได้แข่งขันแค่ในไทย แต่แข่งขันอยู่ในเศรษฐกิจโลกแล้ว”

แนะ SME ไทย เร่งทำ Live Commerce

นางสาวกุลธิรัตน์ ยังแนะนำด้วยว่าสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่ได้ทำ Live Commerce เริ่มดำเนินการโดยด่วน เนื่องจากปัจจุบัน Live Commerce มีสัดส่วนถึง 20-30% ของยอดขายออนไลน์รวมแล้ว ผู้ที่ยังไม่ทำถือว่าพลาดโอกาสสำคัญ

โดยผู้ประกอบการไม่ควรมองแค่ตลาดในประเทศ แต่ต้องมองโอกาสขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรถึง 280 ล้านคน และจีนที่มี 1,400 ล้านคน ซึ่งอาจมีลูกค้าที่สนใจสินค้าไทยรออยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการรายย่อยใช้ประโยชน์จากโปรแกรมสนับสนุนภาครัฐ เช่น สสว. ที่มีงบสนับสนุนสูงสุด 500,000 บาทต่อปี สำหรับการปรับตัวสู่ดิจิทัล ผ่านโครงการ BDS (Business Development Service) และการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะลงทุนเองทั้งหมด

ชี้ยุคดิจิทัล “ความน่าเชื่อถือ” สำคัญกว่ายอดวิว

ขณะที่นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่าการเติบโตของแพลตฟอร์ม TikTok, YouTube และโซเชียลมีเดียในช่วงหลังโควิด ทำให้ผู้ประกอบการและนักขายออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่การจะอยู่รอดในยุคนี้ได้ “ตัวตน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

โดยระบุว่า โลกออนไลน์ปัจจุบันเต็มไปด้วยตัวตนเสมือน ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับ “ความจริงใจ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย” มากขึ้น เพราะผู้คนเริ่มแยกแยะได้ว่าอะไรคือของจริงหรือของปลอม ดังนั้นครีเอเตอร์ นักขายออนไลน์ หรือแบรนด์ต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ติดตาม ไม่ใช่เพียงสร้างยอดวิวหรือยอดขายระยะสั้นเท่านั้น

นางสาวสุวิตา กล่าวด้วยว่าขณะนี้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังเร่งจัดระเบียบโลกออนไลน์ โดย TCCA มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายกว่า 30 ฉบับที่ Content Creator ควรรู้ เช่น ข้อห้ามรีวิวสินทรัพย์ดิจิทัลในช่องของตนเอง, การสร้างมาตรฐานวิชาชีพด้านเทคนิคการผลิตคอนเทนต์ และการกำหนดบทบาทของ Content Creator ในฐานะสื่อมวลชนยุคใหม่

“เราอยากเห็น Ecosystem ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ประเทศไทยถือเป็น Sweet Spot ด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซในระดับโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เราไม่ควรทิ้งจุดแข็งนี้ไป แต่ต้องค่อยๆ ส่งเสริมและกำกับไปพร้อมกัน อย่าบีบจนเกินไปเพราะอาจทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้”นางสาวสุวิตากล่าว

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและ แบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น

ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน