ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ชี้ อาเซียนกำลังขึ้นแท่นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของโลก รับแรงหนุนจาก AI–ดาต้าเซ็นเตอร์–พลังงานสะอาด ดันเม็ดเงิน FDI ไหลเข้าไม่หยุด พร้อมระบุไทยกำลังก้าวเป็น “Strategic Gateway” สำคัญของทุนจีน ล่าสุดเปิดเกมรุกครั้งใหญ่ เปิดตัว “China META Team” ทีมผู้เชี่ยวชาญภาษาจีน พร้อมเปิดวงเงินสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนุนธุรกิจพลังงานสะอาด EV ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI จากจีนขยายลงทุนทั่วอาเซียน โดยวางไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค
นายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของโลก โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งกำลังเร่งให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจุบันอาเซียนได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการค้าและการลงทุนดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกของอาเซียนต่อการส่งออกทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 7.4% ในปี 2566 เป็น 9.4% ในปี 2568 ขณะเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2563 อาเซียนยังแซงสหภาพยุโรป (EU) ขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและอาเซียนแตะระดับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสถิติเดิมในปี 2567 ที่ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านการค้า แต่กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงไหลเข้าสู่อาเซียนต่อเนื่อง โดยภูมิภาคอาเซียนครองสัดส่วน 14.5% ของ FDI ทั่วโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อภูมิภาคนี้
สำหรับประเทศไทย HSBC มองว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น “Strategic Gateway” หรือประตูยุทธศาสตร์ของบริษัทจีนที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ AI รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ EV และโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์
นอกจากนี้ จากผลวิจัยของ HSBC ที่สำรวจลูกค้าองค์กรกว่า 2,700 บริษัททั่วโลก พบว่า บริษัทไทยมีความต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดย “มาเลเซีย” เป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของนักธุรกิจไทย ขณะเดียวกัน นักลงทุนมาเลเซียก็มอง “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายหลักในการขยายธุรกิจเช่นกัน
นายจอร์โจ กล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตดีกว่าคาด โดย GDP ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ภาคเอกชนและการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ยังสะท้อนการเร่งตัวของการลงทุนอย่างชัดเจน โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยโครงการดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสคิดเป็นถึง 86% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด สะท้อนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการกำลังประมวลผลสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
สำหรัยแหล่งที่มาของ FDI อันดับต้น ๆ ของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนที่เชื่อมโยงกับจีนอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงาน เนื่องจากมีการลงทุนผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์และนิติบุคคลในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีในช่วงปี 2566–2567 จีนถือเป็น FDI รายใหญ่ที่สุดของไทย ก่อนที่สิงคโปร์จะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในปี 2568 โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่า FDI สุทธิจากจีนที่เกิดขึ้นจริงในไทยรวมอยู่ที่ 412,000 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ปี 2559 มูลค่า FDI จากจีนที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้นพื่อรองรับคลื่นการลงทุนครั้งใหม่ HSBC ได้เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการลูกค้าจีนในไทย ผ่านการเปิดตัว “China META Team” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นทีมเฉพาะกิจจำนวน 17 คน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีน ครอบคลุมทุกการให้บริการ ตั้งแต่การดูแลลูกค้า การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงโซลูชันทางการเงินแบบครบวงจร
โดยเป้าหมายสำคัญของ HSBC คือการทำให้ลูกค้าจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยได้รับประสบการณ์การใช้บริการในมาตรฐานเดียวกับการใช้บริการธนาคารในประเทศจีน ผ่านทีมงานที่เข้าใจทั้งภาษา วัฒนธรรม และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนจีนอย่างลึกซึ้ง
นอกจากนี้ HSBC ยังเดินหน้า “Project Silk” ซึ่งเป็นโครงการของ HSBC China ที่ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญชาวจีนที่ใช้ได้ทั้งภาษาจีนและอังกฤษไปสนับสนุนลูกค้าธุรกิจจีนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สะท้อนยุทธศาสตร์ของธนาคารในการสนับสนุนการขยายธุรกิจของภาคเอกชนจีนไปยัง 56 ประเทศที่ HSBC มีเครือข่ายแข็งแกร่ง
อย่างไรก็โในปี 2569 HSBC ได้เปิดตัววงเงินสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่าน (Sustainability and Transition Credit Facility) มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดและคาร์บอนต่ำในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ
วงเงินดังกล่าวครอบคลุมธุรกิจพลังงานสะอาด การใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง ธุรกิจ EV แบตเตอรี่ EV ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลก
“ประเทศไทยถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการลงทุนกลุ่มนี้ เนื่องจากมีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจน เป็นหนึ่งในตลาด EV ที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI”
นายจอร์โจ กล่าวและว่า วงเงินสินเชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่ HSBC ต้องการเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างจีน ไทย และอาเซียนเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก
ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าจีนใหม่ 50 บริษัทต่อปี รุกอุตสาหกรรม EV-AI-ดิจิทัล
ปัจจุบัน HSBC มีฐานลูกค้าจีนหลายร้อยรายในประเทศไทย และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าองค์กรจีนใหม่เฉลี่ย 50 บริษัทต่อปี โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ EV และยางรถยนต์
“ปัจจุบันธนาคารยังทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐไทย รวมถึงพันธมิตรสำคัญต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนของจีนในไทยอย่างครบวงจร โดย HSBC เป็นธนาคารต่างชาติเพียงแห่งเดียวที่เป็นสมาชิกสมาคมจีน รวมถึงเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ BOI และ EEC อีกทั้ง HSBC ยังเป็นธนาคารระหว่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่ร่วมสนับสนุน EEC ในการจัด Investment Roadshow ที่ประเทศจีนเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีลูกค้าจีนเข้าร่วมกว่า 50 ราย” นายจอร์โจ กล่าว