ททท. เล็งต่ออายุ ซัมเมอร์บาส โยกงบ 70 ล้านดึงชาร์เตอร์ไฟลต์ตลาดไกล
วันที่ 21 พ.ค. น.ส.ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท. ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยสะสมประมาณ 13.1 ล้านคน แม้ตัวเลขภาพรวมจะยังติดลบเล็กน้อยประมาณ 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยสัดส่วนหลักมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ถึง 64% หรือประมาณ 8.29 ล้านคน ซึ่งจีนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยจำนวน 2.1 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 1.47 ล้านคน และอินเดีย ที่คาดว่าจะแตะ 1 ล้านคนในเร็วๆ นี้ โดยปัญหาของตลาดระยะใกล้อย่างจีน แม้จำนวนตัวเลขจะดูฟื้นตัวในแดนบวกแต่ต้องยอมรับว่า เพราะฐานปีที่แล้วอยู่ในระดับต่ำ
ขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญ จากราคาพลังงาน และน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสายการบิน โดยเฉพาะกลุ่มเช่าเหมาลำ (Charter Flight) จากเมืองรองของจีน อาทิ เฉิงตู และกวางโจว ที่ขอยกเลิกการเดินทางรวมกว่า 200 เที่ยวบิน สะท้อนภาวะที่ผู้ประกอบการเริ่มแบกรับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่สูงขึ้นไม่ไหว แม้ ททท.จะมีการสนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดทำชาร์เตอร์ไฟลต์ จำนวน 350,000 บาทต่อเที่ยว แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบางประเทศที่ทุ่มงบกว่า 500,000 ถึง 1 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง
“จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้งบประมาณในโครงการ “Thailand Summer Blast” ที่เดิมจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ยังคงมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 70 ล้านบาท เนื่องจากมีการคืนโควต้าเที่ยวบิน ททท.จึงเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อขอขยายระยะเวลาโครงการไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำงบประมาณไปบริหารจัดการกระตุ้นตลาดระยะไกล (Long-haul) และกลุ่ม Incentive ที่ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง” น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าว
น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาต้นทุน ยังมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัย หลังมีกระแสข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนหายตัวไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แม้สถานทูตจะเริ่มมีการชี้แจงบ้างแล้ว แต่ยังต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนจากกลุ่มทัวร์เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มากขึ้น เลือกจุดหมายปลายทางตามแรงผลักดัน (แพชชั่น) และวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างชัดเจน อาทิ การตามรอยศิลปิน (Fanmeet) การดูคอนเสิร์ตอย่างเจย์ โจว (โจว เจี๋ยหลุน) หรือ เทศกาลทูมอร์โรว์แลนด์ รวมถึงการวิ่งเทรล และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
ทิศทางการดำเนินงานเพื่อรับมือสถานการณ์ ททท.เตรียมผลักดันกลยุทธ์ “NEXT” ประกอบด้วย 1.New Segment เจาะกลุ่มใหม่ๆ อาทิ กลุ่ม Silver Age จากจีนที่ชื่นชอบกิจกรรมโชว์ศักยภาพอย่างการรำไทเก็กหรือเดินแฟชั่นโชว์ในไทย และกลุ่มผู้หญิงจากญี่ปุ่น 2.Experience Economy เปลี่ยนการขายสินค้าท่องเที่ยวแบบเดิมเป็นการขายประสบการณ์ อาทิ การเรียนทำอาหารไทยที่ลึกถึงแหล่งวัตถุดิบ
3.Exchange Ecosystem สร้างพันธมิตรนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ ค่ายมือถือ ห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลลูกค้า และ 4.Sustainable Growth มุ่งสร้างความสมดุล ทั้งในเชิงจำนวนและช่วงเวลา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
“ความกังวลจากผลกระทบตะวันออกกลาง ถือว่าต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีตลาดที่ต้องเฝ้าระวังมากๆ อย่างเกาหลีใต้ด้วย เพราะเราเห็นยอดนักท่องเที่ยวเกาหลีมาไทยติดลบถึง 19% ในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่ง ททท.กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน อัตราแลกเปลี่ยน หรือพฤติกรรมการหันไปเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น ขณะที่ตลาดอินเดียยังคงเติบโตได้ดีแต่ต้องระวังเรื่องการปรับลดเที่ยวบินและนโยบายด้านวีซ่าในอนาคต” น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าว