BAM ปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่จาก “นักยึดทรัพย์” สู่ “โรงพยาบาลแก้หนี้” เน้นช่วยลูกหนี้รายย่อยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ควบคู่เร่งระบาย NPA/NPL ผ่านยุทธศาสตร์ “กองทัพมด” และการขายทรัพย์พร้อมแผนธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนและเร่งปิดการขายทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมเดินหน้าลด D/E ต่ำสุดในกลุ่ม AMC มั่นใจกำไรปี 2569 แตะ 2,000 ล้านบาท และรักษานโยบายปันผลสูง 90% ของกำไรสุทธิ
BAM เปลี่ยนบทบาท จาก “นักยึดทรัพย์” สู่ “โรงพยาบาลแก้หนี้”
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทกำลังปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ของธุรกิจบริหารหนี้เสีย หรือ AMC จากเดิมที่เน้นการขายทรัพย์และการบริหารหนี้ตามรูปแบบเดิม ไปสู่โมเดล “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มองลูกหนี้เป็น “คนไข้” มากกว่าการมองเพียงหลักประกันหรือมูลค่าทรัพย์สิน
แนวคิดสำคัญคือการดึงลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม NPL อายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งยังมีศักยภาพในการฟื้นตัวสูง บริษัทตั้งเป้ารับ “คนไข้” เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 2,000 รายในปีนี้ พร้อมเพิ่มอัตราความสำเร็จ (Success Rate) จากเดิมต่ำกว่า 10% ให้ขยับสู่ระดับ 25% ในระยะยาว
โมเดลดังกล่าวทำให้ BAM เปลี่ยนจากการ “รอขายทรัพย์” ไปสู่การ “สร้างระบบนิเวศ” เพื่อช่วยให้ลูกหนี้กลับมายืนได้อีกครั้ง ผ่านการผ่อนตรง การยืดเงื่อนไข และการสร้างทางเลือกทางการเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี
โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่
• กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย
• กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี
“กองทัพมด” ยุทธศาสตร์ใหม่ สร้างรายได้จากคนตัวเล็ก
นายรักษ์ ยังกล่าวอีกว่าภายใต้เศรษฐกิจที่กำลังซื้อชะลอตัว และอัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาทสูงถึง 60-70% BAM มองว่าการรอขายทรัพย์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่รายการไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป บริษัทจึงปรับเกมสู่ “ยุทธศาสตร์กองทัพมด” โดยเน้นการระบายทรัพย์รายย่อยที่คนทั่วไปเข้าถึงได้จริง
เช่น โครงการแฟลตปลาทองราคายูนิตละประมาณ 82,000 บาท ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มรายได้น้อย เช่น พนักงานกวาดถนน หรือไรเดอร์ สามารถผ่อนชำระเป็นเจ้าของบ้านได้ในระดับเดือนละประมาณ 1,700 บาท ต่ำกว่าค่าเช่าบ้านทั่วไป
นายรักษ์ระบุว่า “คนตัวเล็ก” คือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ และเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงกว่า Big Ticket หรือการขายทรัพย์ขนาดใหญ่มูลค่าสูง ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดย BAM ตั้งเป้าให้รายได้จาก “กองทัพมด” มีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้รวม
ปัจจุบันบริษัทสามารถขายทรัพย์ NPA ได้เพิ่มขึ้นกว่า 853 รายการ โดยกว่า 203 รายการเป็นทรัพย์มูลค่าต่อหน่วยเฉลี่ยเพียง 1 ล้านบาทเศษ สะท้อนว่าตลาดระดับล่างยังมีความต้องการจริง หากออกแบบเงื่อนไขให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ
ปรับเกม Big Ticket สู่ “ขายพร้อมแผนธุรกิจ”
ขณะเดียวกัน BAM ยังเดินหน้าระบายทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Big Ticket ด้วยโมเดลใหม่ “Business Solution” จากเดิมที่ขาย “ตามสภาพ” ไปสู่การขายพร้อมแนวทางพัฒนาโครงการ

บริษัทนำระบบ BI (Business Intelligence) เข้ามาวิเคราะห์ศักยภาพทรัพย์แต่ละแปลง ทั้งทำเล รูปแบบการใช้ประโยชน์ และโอกาสในการต่อยอด เช่น ทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินเปล่าติดถนนมิตรภาพเนื้อที่เกือบ 50 ไร่ ซึ่ง BAM ถือครองมาตั้งแต่ปี 2562 มูลค่าเพิ่มจากกว่า 100 ล้านบาท มาเกือบแตะ 300 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 7 ปี สะท้อนศักยภาพของสินทรัพย์ที่ดินในปัจจุบัน สามารถพัฒนาเป็น ดาต้าเซ็นเตอร์ โลจิสติกส์ โรงแรม หรือที่อยู่อาศัย ได้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพธุรกิจได้ชัดขึ้น

นอกจากนี้ BAM ยังพัฒนาแพลตฟอร์ม “BAM Choice” และ “BAM Premium” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูง หรือ Wealth และนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินเย็นตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ราว 30,000 รายในประเทศ และกลุ่ม Ultra Wealth ระดับ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปอีกประมาณ 750 ราย
นับตั้งแต่เริ่มทำตลาดเชิงรุกในช่วงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา BAM สามารถปิดการขายทรัพย์ให้กลุ่ม Wealth ได้แล้วเกือบ 2,500 ล้านบาท
เร่งลดอายุทรัพย์ หั่น D/E ต่ำสุดในกลุ่ม AMC
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ BAM คือการลดภาระต้นทุนจากการถือครองทรัพย์ระยะยาว โดยเฉพาะทรัพย์ “สีแดง” ที่ถือครองเกิน 10-15 ปี ซึ่งต้องตั้งสำรองตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
บริษัทจึงปรับแนวคิดการตั้งราคาจากเดิมแบบเผื่อต่อรอง มาเป็นโมเดลการตั้งราคาต่ำกว่าตลาดประมาณ 15% เพื่อเร่งระบายทรัพย์ออกจากระบบให้เร็วขึ้น
พร้อมกันนี้ BAM ตั้งเป้าลดอายุเฉลี่ยการถือครองทรัพย์จากเดิม 7-8 ปี เหลือไม่เกิน 5 ปี เพื่อหมุนเวียนสินทรัพย์และลดภาระสำรองในอนาคต
ด้านสถานะทางการเงิน บริษัทสามารถลด D/E Ratio จากเดิมเกือบ 2.7 เท่า ลงมาเหลือต่ำกว่า 2 เท่า ถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่ม AMC โดยใช้กลยุทธ์ลดการก่อหนี้ใหม่และใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นหลัก
ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลงจาก 3.56% เหลือประมาณ 3.2% และตั้งเป้ากดลงสู่ระดับ 3% ภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ผลประกอบการ Q1 เริ่มฟื้น มั่นใจกำไรปีนี้แตะ 2,000 ล้าน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 BAM มีผลเรียกเก็บ (Collection) ประมาณ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 217 ล้านบาท
จุดเปลี่ยนสำคัญคือสัดส่วนรายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR) เพิ่มขึ้นเป็น 69% จากอดีตที่อยู่ราว 50% สะท้อนประสิทธิภาพของแนวทาง “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่เริ่มสร้างรายได้ประจำและลดการพึ่งพาการขายทรัพย์ก้อนใหญ่
“แม้ปีนี้อาจไม่มี Big Ticket ขนาดใหญ่เหมือนในอดีต แต่ BAM เชื่อว่าโครงสร้างรายได้ใหม่จาก “กองทัพมด” และพันธมิตรธุรกิจ จะช่วยให้กำไรทั้งปีแตะระดับ 2,000 ล้านบาทได้ตามเป้า”
เปิดเกม Ecosystem ดึงพันธมิตรช่วยระบายทรัพย์
BAM ยังปรับบทบาทจากการทำธุรกิจเพียงลำพัง ไปสู่การสร้าง Ecosystem ร่วมกับพันธมิตร ทั้งสถาบันการเงิน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ และนักลงทุน โดยปัจจุบันมีพันธมิตรร่วทุนแล้ว 2 ราย คือ บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI-AMC) (ร่วมกับธนาคารออมสิน) ซึ่งไตรมาส 1/2569 สามารถทำกำไรสุทธิได้ 64 ล้านบาท และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด (ARUN AMC) (ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย) มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาเพิ่มเติมอีก 4 ราย ซึ่ง 1 ราย จะประกาศความร่วมมือได้ในเดือนก.ค.นี้ และอีกหนึ่งรายไม่เกินไตรมาส 3 ปีนี้เช่่นกัน
นอกจากนี้ BAM ยังร่วมมือกับผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายรายเพื่อช่วยปรับปรุงตกแต่งและเพิ่มมูลค่าทรัพย์ เนื่องจากบริษัทมองว่าผู้ประกอบการอสังหาริมรัพย์มีความเข้าใจ “จริตการขาย” มากกว่า AMC
“อะไรที่ BAM ไม่เก่ง เราจะไม่ทำเอง แต่จะให้คนที่เก่งกว่ามาช่วยทำแทน” นายรักษ์กล่าว
“BAM Guarantee” สร้างความมั่นใจตลาดบ้านมือสอง
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเปิดตัว “BAM Guarantee” เพื่อรับประกันว่าทรัพย์มือสองที่อยู่ในโครงการไม่มีปัญหาคดีความ ไม่มีผู้บุกรุก โครงสร้างแข็งแรง และพร้อมเข้าอยู่
บริษัทมองว่าปัญหาสำคัญของตลาดบ้านมือสองคือ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้ซื้อ ดังนั้นการรับประกันโดยเจ้าของทรัพย์โดยตรงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และลดเวลาในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น
พร้อมกันนี้ BAM ยังเตรียมทดลองโมเดล “ขายพร้อมผู้เช่า” เพื่อสร้าง Passive Income ให้แก่นักลงทุน รวมถึงเตรียมรุกตลาดปล่อยเช่าคอนโดในบางโครงการที่ยังระบายไม่หมด
วางตำแหน่งเป็นหุ้นแบงก์ปันผลสูง 90%
ในด้านตลาดทุน BAM ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้หุ้นบริษัทเป็นลักษณะ “หุ้นในกลุ่มธนาคาร” ที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงในการถือระยะยาว โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสูงประมาณ 90% ของกำไร และเตรียมปรับรูปแบบการจ่ายปันผลเป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดให้ผู้ถือหุ้น
“เป้าหมายของ BAM ไม่ใช่การเติบโตหวือหวา แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศที่เติบโตปีละ 5% อย่างมั่นคง” ผ่านการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การระบายทรัพย์ที่รวดเร็ว และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระยะยาว”นายรักษ์ย้ำ