บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ปรับเกมธุรกิจครั้งใหญ่ รีแบรนด์ทองคำระดับตำนานกว่า 80 ปี ให้เข้าถึงง่ายผ่านดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ ผนึก “น้องเนย Butterbear” เปิดคอลเลกชันทองคำแฟชั่นกระแสแรง ยอดขายทะลุ 20,000 ชิ้นใน 2 เดือน มั่นใจสิ้นปีนี้ยอดขายแตะแสนชิ้น พร้อมรุกแอปออมทองเริ่มต้นเพียง 100 บาท หวังเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยแตะ 40% ใน 5 ปี มองทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น แนะมีติดพอร์ต 5-10% รับมือเศรษฐกิจผันผวน
นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี เพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจทองคำดั้งเดิมสู่แบรนด์ทองคำยุคดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น
GCAP GOLD ถือเป็นหนึ่งในผู้ค้าทองคำแท่งรายใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 80 ปี ตั้งแต่ยุคบุกเบิกค้าทองในต่างจังหวัด ก่อนขยายสู่ธุรกิจค้าส่งและนำเข้า-ส่งออกทองคำครบวงจร โดยที่ผ่านมาโครงสร้างรายได้หลักยังมาจากลูกค้าค้าส่ง (Wholesale) แต่ปัจจุบันบริษัทต้องการขยายฐานลูกค้ารายย่อย (Retail) เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง
“วันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่สนใจการลงทุนมากขึ้น แต่ต้องการความง่าย ความสนุก และความเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ เราจึงต้องปรับแบรนด์ทองคำที่ดูดั้งเดิมให้เข้าถึงง่ายขึ้น” นายธนพิศาลกล่าว
หัวใจสำคัญของการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือโปรเจกต์คอลแลปส์ “GCAP GOLD x Butterbear” ร่วมกับ “น้องเนย Butterbear” คาแรกเตอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้ทองคำไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นและการสะสมที่ส่งต่อพลังบวกได้
คอลเลกชันดังกล่าวประกอบด้วยกิฟต์การ์ดทองคำแท่งขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 0.1 กรัม ไปจนถึงทองคำ 1 บาท หรือราคา ณ ปัจจุบันเริ่มที่ 600 บาท (ทองคำแท่ง 96.5 บาทละ 70,000 บาท) รวมถึงชาร์มหรือเครื่องประดับสำหรับห้อยคอหรือข้อมือ รวมถึง “ตุ๊กตาทองคำ” แบบ Electroforming ที่เพิ่มสีสันและดีไซน์สมัยใหม่ให้กับทองคำ
นายธนพิศาลกล่าวว่า ผลตอบรับของโครงการถือว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก โดยภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน สามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 20,000 ชิ้น และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 100,000 ชิ้น
“เราเห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่เปิดรับทองคำมากขึ้น หากนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย มีดีไซน์ และมีคุณค่าทางใจควบคู่กับมูลค่าการลงทุน”
บริษัทวางกลยุทธ์กระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับร้านทองพันธมิตรทั่วประเทศ พร้อมเตรียมเปิด Pop-up Store ที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสสินค้าและประสบการณ์ใหม่ของแบรนด์
นอกจากการรีแบรนด์ผ่านคอลเลกชันพิเศษแล้ว GCAP GOLD ยังรุกตลาด “ออมทอง” ผ่านแอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD ซึ่งเปิดตัวมาแล้ว 2 ปี เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเริ่มต้นออมได้ด้วยเงินเพียง 100 บาท พร้อมรองรับระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ (ATS) เพื่อสร้างวินัยการออมแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) ช่วยเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ
“สิ่งสำคัญคือ ลูกค้าที่ออมทองผ่านระบบจะมีกรรมสิทธิ์ในทองคำแท่งจริง สามารถฝากไว้กับบริษัทหรือถอนออกมาเป็นทองจริงได้ทุกเมื่อ จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน”
บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยเป็น 35-40% ภายใน 3-5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20% โดยเชื่อว่าการผสานเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจทองคำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดในระยะยาว
ด้านนายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GCAP GOLD กล่าวถึงมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำว่า แนวโน้มระยะกลางถึงระยะยาวยังคงเป็นบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่เข้าซื้อทองคำเฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 ตัน เพื่อเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และตัวเลขเงินเฟ้อทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันราคาทองคำเชิงลบ
GCAP GOLD ประเมินกรอบแนวรับสำคัญของราคาทองคำโลกไว้ที่ประมาณ 4,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,800-5,600 เหรียญในอนาคต หากเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง
พร้อมแนะนำว่า นักลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ตประมาณ 5-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง และอาจเพิ่มเป็น 20-30% สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงหรืออยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนมาก
“ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง มีมูลค่าในตัวเองเสมอ และเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ดี การเริ่มลงทุนทีละน้อยอย่างมีวินัยและมีความเข้าใจ จะช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้” นายชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย