ทีทีบี เปิดผลสำรวจ SME Insight 2026 สะท้อนผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง ต้นทุนธุรกิจพุ่ง และการแข่งขันจากสินค้าจีน ขณะที่ SME ส่วนใหญ่ยังติดกับดัก “คิดเพื่ออยู่รอด” มากกว่าวางแผนเพื่อเติบโต แม้เริ่มใช้ดิจิทัลและ AI แล้ว ด้าน ทีทีบียังเดินหน้าขยายสินเชื่อ SME ใหม่โตระดับ 2 หลัก หลังมองตลาดเริ่มผ่านจุดต่ำสุด พร้อมคุม NPL

นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดเผยว่า แม้ SME จะยังเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นกว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมด และจ้างแรงงานกว่า 70% ของตลาดแรงงาน หรือประมาณ 13.6 ล้านคน แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียงประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ สะท้อนว่าศักยภาพการแข่งขันของ SME ไทยกำลังลดลงต่อเนื่อง
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ พบว่า SME ของเกาหลีใต้สามารถสร้าง GDP ได้ถึง 45-50% ขณะที่ไทยในอดีตเคยอยู่ใกล้ระดับ 40% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น
“SME เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย แต่วันนี้อยู่ในภาวะที่เรียกว่าอยู่กับที่ ในขณะที่โลกเดินไปข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันจึงลดลง” นายพีรพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 2-3% ต่อปี ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจีนที่ทะลักเข้าสู่ภูมิภาค หลังยอดส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ลดลง ทำให้สินค้าจำนวนมากไหลเข้าสู่อาเซียนแทน ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ายังส่งผลต่อต้นทุนดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง วัตถุดิบ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
“วันนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาต้นทุนเป็นแรงกดดันสำคัญที่สุด บางธุรกิจแทบไม่มีกำไร แต่ยังต้องรักษายอดขายไว้เพื่อประคองธุรกิจ” นายพีรพงศ์กล่าว
ผลสำรวจ “SME Insight 2026” จากผู้ประกอบการกว่า 120 ราย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ครอบคลุมธุรกิจที่มียอดขายประมาณ 50-400 ล้านบาท พบว่าจุดล็อกแรก คือ “คิดเพื่ออยู่รอด แต่ไม่คิดเพื่อชนะ” โดยผู้ประกอบการจำนวนมากยังมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น มากกว่าสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือวางแผนระยะยาว

ผลสำรวจพบว่า 33% ของ SME แทบไม่มีแผนธุรกิจระยะยาว หรือมีเพียงแผนปีต่อปี ขณะที่อีก 27% ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ให้ธุรกิจเดินหน้าต่อและสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้
“กลุ่มที่คิดแค่อยู่รอด ส่วนใหญ่ยอดขายลดลงเกิน 30% และบางรายลดลงเกือบ 50%” นายพีรพงศ์กล่าว
จุดล็อกที่สอง คือ “ใช้ดิจิทัล แต่ยังไม่พลิกเกมธุรกิจ” แม้ผลสำรวจพบว่า 87% ของ SME ไทยเริ่มใช้ดิจิทัลในการบริหารธุรกิจ และเกือบ 60% เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังใช้งานในระดับพื้นฐาน เช่น ระบบชำระเงิน การแปลภาษา หรือสรุปรายงานเบื้องต้น ขณะที่กว่า 58% ของธุรกิจยังมีรายได้ทรงตัวหรือปรับลดลง
นายพีรพงศ์กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลการเงิน บัญชี การขาย บุคลากร และข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์และบริหารธุรกิจเชิงกลยุทธ์
ส่วนจุดล็อกที่สาม คือ “รู้กำไรขาดทุน แต่ไม่บริหารความเสี่ยง” แม้กว่า 90% ของ SME เริ่มใช้ระบบบัญชีและเข้าใจต้นทุนมากขึ้น แต่ยังขาดการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด ลูกหนี้ และต้นทุนที่ผันผวน
ขณะที่จุดล็อกที่สี่ คือ “โตที่ขนาด แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ” หลายธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดแรงงาน ขาดคนทดแทน และยังพึ่งพากระบวนการทำงานแบบเดิม ทำให้ Productivity ไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ
ส่วนจุดล็อกสุดท้าย คือ “อยากเติบโต แต่ไม่มีแผนที่นำทาง” โดยผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดข้อมูลตลาด เครื่องมือ และที่ปรึกษาที่ช่วยกำหนดทิศทางธุรกิจระยะยาวได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สามารถเติบโตได้ดี มักเป็นกลุ่มที่มี Growth Mindset ใช้ดิจิทัลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมีระบบบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ควบคู่กัน
นายพีรพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมตลาดสินเชื่อ SME ของระบบธนาคารยังชะลอตัวต่อเนื่องมากกว่า 14 ไตรมาส แต่ทีทีบีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา หลังภาครัฐออกมาตรการสนับสนุน ทั้ง Credit Boost และ Soft Loan ทำให้มองว่าตลาดใกล้ผ่านจุดต่ำสุด และเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
โดยธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ SME คงค้างของทีทีบีในปีนี้ที่ 0-2% จากปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท แม้ว่าในไตรมาสแรกพอร์ตสินเชื่อ SME จะลดลง 2.6% ทำให้ปีนี้ทั้งปีธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ SME ใหม่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยสินเชื่อเดิมที่ทยอยชำระคืน
พร้อมมุ่งสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เฮลธ์แคร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ

ด้านนางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี กล่าวว่า ธนาคารยังเดินหน้าโครงการ “SME Smart Plus” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากมาตรการ Credit Boost และ Soft Loan เพื่อช่วยผู้ประกอบการลงทุนด้านดิจิทัล เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
พร้อมกันนี้ ทีทีบียังยกระดับบทบาทสู่ “Growth Navigator” เพื่อเป็นคู่คิดให้ผู้ประกอบการ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การสนับสนุนด้านเงินทุนและโซลูชันทางการเงิน การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อบริหารธุรกิจ และการเสริมองค์ความรู้ผ่านโครงการ SME Growth Navigator รวมถึงทีมผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้าธุรกิจ (RM) ที่ช่วยวางกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว
สำหรับคุณภาพสินเชื่อ SME นายพีรพงศ์ยอมรับว่า เริ่มเห็นสัญญาณลูกหนี้ชำระหนี้ช้าลง จากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่ยังเชื่อว่าสถานการณ์อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยทีทีบีตั้งเป้าควบคุมระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกลุ่ม SME ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม พร้อมนำโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลและระบบ Supply Chain Financing มาใช้ประเมินศักยภาพลูกค้าให้แม่นยำมากขึ้น แทนการพิจารณาเพียงหลักประกันหรือเอกสารทางการเงินแบบเดิม
“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ SME ไทยในเวลานี้ คือการปรับ Mindset ให้พร้อมเปลี่ยนแปลง ใช้ดิจิทัลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายพีรพงศ์กล่าวทิ้งท้าย