ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิรวมพุ่ง 25.3% แตะ 3.69 แสนล้านบาท รับแรงหนุนราคาน้ำมันขาขึ้น ดันกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีโดดเด่น ขณะที่ธุรกิจทั่วไปยังเผชิญแรงกดดันต้นทุนและกำลังซื้อชะลอ ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว พาณิชย์ เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย ยังเติบโตต่อเนื่อง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 813 บริษัทหรือ 93.7% จาก บจ. ทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ไม่รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามีบจ.รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของบจ.ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
ผลประกอบการภาพรวม SET
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ.ใน SET มียอดขาย 4.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5% และกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3%
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า เมื่อเทียบไตรมาส 1/2568
ปัจจัยหนุนและกลุ่มธุรกิจที่เติบโต
นายอัสสเดช กล่าวอีกว่าในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้บจ.ในหมวดพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ่้้นและกำไรจากสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยขน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก
ขณะที่ บจ.ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดต่ำลงจากปีก่อน
สำหรับ บจ.ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย
ผลประกอบการตลาด mai
สำหรับผลการดำเนินงานของ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% และกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวัง