“วรเนติ หล้าพระบาง” ซีอีโอ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดแผนรุกครั้งใหญ่ รับมอบเครื่องบินโบอิ้งรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ดันฝูงบินเพิ่มจาก 22 ลำ เป็น 50 ลำภายใน 2 ปี พร้อมขยายเส้นทางบินต่างประเทศเต็มรูปแบบ ทั้งญี่ปุ่น จีน อินเดีย และออสเตรเลีย มั่นใจดีมานด์ท่องเที่ยวยังโต แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก พร้อมเดินหน้าศึกษาลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ที่อู่ตะเภา มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ภาพรวมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมการบินของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน
ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์มองว่าประเทศไทยและเวียดนามไม่จำเป็นต้องเป็น “คู่แข่ง” แต่สามารถเป็น “คู่ค้า” ที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวร่วมกันได้ โดยในอดีตนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน
ด้านตลาดผู้โดยสารระหว่างไทย-เวียดนาม คาดว่าปีนี้จำนวนผู้โดยสารสะสมของกลุ่มเวียตเจ็ททั้งเวียตเจ็ทเวียดนามและเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จะทะลุ 50 ล้านคน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สำหรับความร่วมมือกับกลุ่มเวียตเจ็ทเวียดนามนั้น ได้รับการสนับสนุนด้านฝูงบินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเครื่องบินโบอิ้งรุ่นใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพการดำเนินงานในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจสายการบินในไทย
“กลุ่มสายการบินเวียตเจ็ทได้เริ่มดำเนินธุรกิจสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ตั้งแต่ปี 2557 จากการเล็งเห็นศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศของภูมิภาค โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ด้วยการเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่จุดหมายสำคัญในเวียดนาม อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ – ฮานอย กรุงเทพฯ – ดานัง กรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ กรุงเทพฯ – ฟูก๊วก และกรุงเทพฯ – ญาจาง เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น พร้อมขยายการเชื่อมต่อสู่เมืองศักยภาพทั่วประเทศเวียดนามสายการบินฯ”
พร้อมกันนี้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังเตรียมขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนการรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ ส่งผลให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์เป็นหนึ่งในสายการบินที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย
นายวรเนติ กล่าวว่าปัจจุบันเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีฝูงบินประมาณ 22 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 9 ลำ และแอร์บัสที่เหลือ โดยภายในปลายปี 2569 จะเพิ่มเป็น 29 ลำ โดยบริษัทจะทยอยรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 รุ่นใหม่เพิ่มอีก 16 ลำ เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป พร้อมเร่งปลดระวางเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเก่าเร็วกว่ากำหนด จากเดิมวางแผนคืน 6 ลำ เพิ่มเป็น 9 ลำ
เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ฝูงบินแบบเดียว (Single Fleet Type) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ทั้งด้านอะไหล่ เครื่องยนต์ บุคลากร นักบิน และช่างซ่อมบำรุว ซึ่งเครื่องบินรุ่นใหม่ช่วยประหยัดน้ำมันได้จริงถึงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม สูงกว่าที่ผู้ผลิตประเมินไว้ที่ 16% ส่งผลดีต่อการควบคุมต้นทุนในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ในระดับเดียวกัน
“เทคโนโลยีเครื่องบินรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะโบอิ้งหรือแอร์บัส ช่วยลดต้นทุนน้ำมันและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เรายังสามารถรักษาระดับราคาบัตรโดยสารที่เหมาะสมได้”
นายวรเนติ กล่าวด้วยว่าแม้ราคาน้ำมันเครื่องบินในปัจจุบันจะปรับลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันเครื่องบินเคยอยู่ที่ประมาณ 84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนพุ่งขึ้นไปแตะ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และล่าสุดลดลงมาอยู่ราว 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่บริษัทประเมินว่าหากช่วงไตรมาส 3-4 ราคาน้ำมันทรงตัวใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะถือว่าอยู่ในระดับที่อุตสาหกรรมการบินยังสามารถบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามราว 30% ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการบินและราคาค่าตั๋วเครื่องบิน ทำให้ตั๋วโดยสารในหลายเส้นทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ก่อนหน้านี้ตั๋วญี่ปุ่นไป-กลับอาจอยู่ประมาณ 12,000-15,000 บาท แต่วันนี้บางช่วงต้องเห็นราคา 20,000 บาท ซึ่งผู้บริโภคย่อมกังวล เพราะนอกจากค่าตั๋วแพงขึ้นแล้ว เงินเฟ้อและค่าครองชีพก็สูงขึ้น ทำให้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น”
โดยวรเนติ ยอมรับว่า ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ จะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวต้องเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานที่ยังผันผวน
“ช่วง 6 เดือนข้างหน้า คนอาจชะลอการเดินทาง เพราะต้องเก็บเงินไว้ในกระเป๋ามากขึ้น แต่เชื่อว่าหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คนก็จะกลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีก เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนช่วงโควิดที่ทุกอย่างหยุดหมด ครั้งนี้เป็นเรื่องต้นทุนและเศรษฐกิจมากกว่า”
อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมกำลังซื้อจะอ่อนตัว แต่บริษัทเชื่อว่าความต้องการเดินทางยังมีอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นที่ยังได้รับความนิยมสูง ปัจจุบันเที่ยวบินกรุงเทพฯ-โตเกียว มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 85% และบางช่วงแตะระดับ 90% ส่งผลให้บริษัทเตรียมเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางดังกล่าวเป็น 2 เที่ยวบินต่อวันภายในเดือนต.ค.นี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-โอซาก้า เพิ่มเติม รวมถึงเส้นทางแบบ Freedom Flight เช่น กรุงเทพฯ-ไทเป-โอซาก้า และเตรียมเปิดเส้นทางบินจากภูเก็ตสู่จุดหมายปลายทางต่างประเทศมากขึ้น อาทิ เพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างศึกษาการเปิดเส้นทางบินใหม่ในจีนอีกหลายเมือง เช่น ฉงชิ่ง ชิงเต่า ซีอาน ฉางซา รวมถึงเมืองรองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการค้าสูง ขณะที่อินเดียยังเป็นตลาดสำคัญที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก
ในด้านการดำเนินงาน ปัจจุบันเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีพนักงานประมาณ 1,400 คน และจะเพิ่มเป็น 1,900 คนภายในสิ้นปีนี้ ก่อนขยายเป็นประมาณ 2,500 คนในปีหน้า โดยกว่า 95% เป็นคนไทยทั้งหมด
ส่วนบุคลากรด้านการบิน ปัจจุบันมีนักบินกว่า 200 คน และเตรียมรับเพิ่มอีกประมาณ 110 คนภายในปีนี้ รองรับการขยายฝูงบินใหม่ พร้อมเดินหน้าโครงการพัฒนานักบินรุ่นใหม่ หรือ Cadet Pilot Program อย่างต่อเนื่อง โดยรับนักศึกษาจบใหม่ส่งไปเรียนการบินและรับกลับเข้าทำงานกับบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมกับพันธมิตรศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา มูลค่าลงทุนประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,300-1,400 ล้านบาท รองรับเครื่องบินได้ประมาณ 6 ลำต่อเดือน เพื่อรองรับการขยายฝูงบินในอนาคต และลดต้นทุนการส่งเครื่องบินไปซ่อมต่างประเทศ
สำหรับเป้าหมายระยะยาว บริษัทตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ของไทยภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มสู่ระดับ 25% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20-25% รวมถึงตั้งเป้าหมายด้านการตรงต่อเวลา (On-Time Performance: OTP) ให้ติดอันดับต้นของเอเชีย
“ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา OTP ของเราอยู่ระดับเกิน 80% ต่อเนื่อง และล่าสุดติดอันดับ Top 10 ของสายการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการจัดอันดับของ Cirium ซึ่งมีเพียงการบินไทยและเวียตเจ็ทไทยแลนด์จากประเทศไทยที่ติดอันดับ เราต้องการรักษามาตรฐานนี้และผลักดันไปสู่ระดับท็อปของเอเชีย” นายวรเนติกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทเชื่อว่าจำนวนผู้โดยสารรวมในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน แบ่งเป็นผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 6 ล้านคน และต่างประเทศราว 1 ล้านคน ก่อนเพิ่มเป็นใกล้ 10 ล้านคนในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังฝูงบินเพิ่มเป็น 29 ลำ
นายวรเนติ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสายการบินจะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจ แต่เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงยืนยันจุดยืนการเป็นสายการบินราคาประหยัดที่เข้าถึงได้ โดยการทำโปรโมชั่นยังเป็นส่วนสำคัญของแบรนด์ และจะเดินหน้าจัดแคมเปญอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงการเดินทางในราคาที่เหมาะสม
“ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังจดจำว่าเวียตเจ็ทเป็นสายการบินที่ราคาจับต้องได้ โปรโมชั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และเราสัญญาว่าจะไม่หยุดทำโปรโมชั่น แม้อาจไม่ได้ลดราคาหนักเหมือนในอดีต แต่ยังมีโปรโมชันออกมาอย่างต่อเนื่องในทุกวัน โดยเฉลี่ยประมาณ 3-10% ของแต่ละเที่ยวบิน”
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าจุดแข็งสำคัญของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงเป็นการเป็นสายการบินที่ให้บริการในราคาที่เหมาะสม (Affordable Airline) และสามารถแข่งขันด้านราคาได้ แม้ต้นทุนอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้โดยสารที่ติดตามโปรโมชั่นผ่านเว็บไซต์ของสายการบินอย่างสม่ำเสมอ ยังสามารถจองตั๋วในราคาคุ้มค่าได้ต่อเนื่อง