ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเม.ย. 2569 ชะลอลงจากเดือนก่อน ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานโลกสูงขึ้น กดดันค่าครองชีพและภาคท่องเที่ยว ขณะที่ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเม.ย. 2569 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากเดือนก่อน โดยมีแรงกดดันสำคัญจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ต้นทุนค่าครองชีพ และภาคการท่องเที่ยวของไทย ขณะที่กำลังซื้อภาคประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงชัดเจน
รายรับจากภาคท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ หลังสายการบินหลายแห่งปรับลดเที่ยวบินเพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มทรงตัว แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ภาวะดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องมายังการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับลดลง โดยเฉพาะหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิง หลังประชาชนเร่งใช้จ่ายไปในช่วงก่อนหน้า รวมทั้งเริ่มปรับพฤติกรรมการเดินทางและการทำงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ขณะเดียวกันการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและร้านอาหารก็ชะลอลง สะท้อนแรงกดดันจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
การชะลอตัวของการใช้จ่ายดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการอ่อนแรงลงตามไปด้วย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลงหลังเร่งลงทุนไปในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในเดือนนี้ โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวได้ดีในหลายหมวด โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและยานยนต์ที่ยังได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า แม้ว่าการส่งออกไปยังตะวันออกกลางยังคงหดตัวจากผลกระทบของสงคราม
ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทรงตัว โดยหมวดยานยนต์ รวมถึงยางและพลาสติกปรับดีขึ้น ขณะที่การผลิตน้ำตาลหดตัว ทั้งนี้ ธปท. ระบุว่า ภาคการผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ
สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเร่งตัวและเป็นบวกมากขึ้น โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่ราคาอาหารสดปรับสูงขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาอาหารสำเร็จรูปและค่าโดยสารสาธารณะ
ขณะเดียวกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในระดับสูงจากการนำเข้าที่เร่งตัวตามต้นทุนพลังงาน แม้ภาคส่งออกยังขยายตัวได้ ส่วนตลาดแรงงานโดยรวมปรับดีขึ้น แต่ยังต้องติดตามผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่
1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง
2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชนต่อภาวะต้นทุนสูง
3) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
4) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และ
5) สถานการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตรและราคาอาหารในระยะข้างหน้า