บนเวทีสัมมนา “Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” ในวาระก้าวสู่ปีที่ 50 ของ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจต่างสะท้อนตรงกันว่า ไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็วจาก AI เทคโนโลยี พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เศรษฐกิจไทยจะรอดหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจใหม่อย่างไร”

♦ ยศชนัน ชูEconomyofKnowledge
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มองภาพว่าโลกใหม่ไม่เปิดพื้นที่ให้ประเทศที่ยังแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกการ Upskill หรือ Reskill อย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้าง “ระบบนิเวศใหม่” ทั้งกำลังคน งานวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคตให้เชื่อมกันเป็นโครงสร้างเดียว
ต้องเข้าไปอยู่ใน ‘ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก’ ไม่ว่าจะเป็น EV, Semiconductor, Quantum Computing, AI หรือแม้แต่อุตสาหกรรมอวกาศ แนวคิด Space Port ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ใช่แค่ภาพฝัน แต่สะท้อนวิธีคิดใหม่ว่าไทยต้องมองตัวเองเป็นผู้เล่น ในเศรษฐกิจเทคโนโลยีโลกไม่ใช่เพียงฐานผลิตต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต
ดังนั้น เป้าหมายการผลิตบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ 10,000 คน และ AI Engineer 200,000 คน ภายในไม่กี่ปีจึงไม่ใช่เพียงนโยบายแรงงาน แต่คือการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์สำหรับโลกยุค AI โดยไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก Economy of Cost ไปสู่ Economy of Knowledge
♦ สร้างวันพรุ่งนี้ผ่านกรอบ 5T
นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปรียบประเทศไทยเหมือนเรือกำลังเผชิญคลื่นยักษ์ 3 ระลอกพร้อมกันทั้งพลังงานแพง ต้นทุนสินค้าเพิ่ม และกำลังซื้อประชาชนอ่อนแรง ภาคธุรกิจและประชาชนถูกบีบจากสองด้าน แบบ Double Squeeze ต้นทุนสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อกลับลดลง ในวันที่หนี้ครัวเรือนไทยสูงกว่า 80% ต่อ GDP เศรษฐกิจไทยจึงเปราะบางกว่าที่เคย

แต่วิกฤตก็เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากยุค Efficiency First ไปสู่ Security First ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ไทยจึงถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนใหม่ เห็นได้จากเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ไทยต้องไม่เพียงประคองวันนี้ แต่ต้องสร้างวันพรุ่งนี้ผ่านกรอบ 5T ได้แก่ Target, Transition, Transform, Transparent และ Together โดยเฉพาะคำว่า Transform ที่ไม่ใช่มีเงินลงทุนเข้าไทยเท่าไร แต่สิ่งสำคัญคือ คนไทยได้ประโยชน์อะไร
♦ ‘แฟนธุรกิจ’สูตรสำเร็จใหม่วงการธุรกิจ
ในโลกที่ทุกคนแข่งขันกันเรื่องยอดวิว ยอดไลก์ และยอดผู้ติดตาม นายธนา เธียรอัจฉริยะ อดีตผู้บริหารและนักการตลาด ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of wisdom) กลับโยนมุมคิดที่ต่างออกไป ว่า “Only Fans Matter” อธิบายแก่นธุรกิจยุคใหม่ว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเห็น แต่อยู่ที่จำนวน “คนรัก”
ธุรกิจที่อยู่รอดในโลกปัจจุบัน ต้องสร้าง “แฟน” ไม่ใช่แค่ “Follower” เพราะแฟนคือคนที่พร้อมสนับสนุน ปกป้อง และบอกต่อแบรนด์ มีสูตรสร้างแฟนไว้ 3 เรื่อง คือ Humanize Brand, Character และ Customer Journeyในวันที่ AI และเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างคล้ายกันมากขึ้นความรู้สึก จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่สุดของธุรกิจ
♦ องค์กรเก่าไม่จำเป็นต้องตายถ้ากล้าปรับตัว
บทเรียนของไปรษณีย์ไทยจาก นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด เล่าว่า องค์กรอายุ 143 ปี ที่เคยถูกมองว่า “เก่า” วันนี้กำลังเปลี่ยนให้กลายเป็น “เก๋า” ยอมรับความเสี่ยงใหญ่ของไปรษณีย์ไทยมี 3 ด้าน คือ ภาพจำเดิม ความเสี่ยงทางธุรกิจ และข้อจำกัดแบบรัฐวิสาหกิจ
เราจึงปรับมุมมองและวิธีคิดต่อวิกฤตว่า คือช่วงเวลาที่องค์กรสามารถทำสิ่งที่ปกติทำไม่ได้ เพราะแรงต้านภายในจะลดลงช่วงน้ำมันแพง ไปรษณีย์ไทยจึงใช้โอกาสนี้ปรับระบบขนส่งใหม่ ลดเส้นทางลง 19% รวมระบบจัดส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ไม่มีใครรู้อนาคต แต่ถ้าองค์กรยืดหยุ่นมากพอ ก็จะหาทางออกได้เสมอ นี่คือบทเรียนสำคัญขององค์กรยุคใหม่ว่า การอยู่รอดไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่คือความเร็วในการปรับตัว”
♦ ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องมีคนเจ็บก่อน
การบินไทยสะท้อนความจริงผ่าน นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พูดชัดว่าธุรกิจการบินคือธุรกิจที่แข่งขันกับทั้งโลก และความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
“การบินไทยเคยอยู่ในภาวะที่แทบไปต่อไม่ได้ ทั้งหนี้สะสมมหาศาล ระบบบริหารที่ไม่คล่องตัว และฝูงบินที่ล้าสมัย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการยอมรับความจริง และกล้าปรับโครงสร้างทุกการเปลี่ยนแปลง ต้องมีคนเจ็บก่อน การลดเงินเดือน ปรับองค์กร ลดต้นทุน หรือทำให้บริษัท lean มากขึ้น ล้วนเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่จำเป็น”
ขณะเดียวกันมองว่าเงินสดคือ อาวุธสำคัญที่สุดของธุรกิจในโลกยุคไม่แน่นอน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตจริง เครดิตหรือแหล่งทุนอาจหายไปทันที บทเรียนจากการบินไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องฟื้นฟูองค์กร แต่คือการเตือนทุกธุรกิจว่าโลกใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับองค์กรที่ปรับตัวช้า
♦ ธนาคารต้องคิดแบบ Tech Company
ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังรื้อโมเดลธุรกิจการเงิน นายอารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นว่าแม้ธนาคารอายุเกือบ 120 ปี ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่
SCBX เริ่มทรานส์ฟอร์มมานานเกือบ 10 ปี แยกธุรกิจออกเป็นบริษัทลูกจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความคล่องตัว การลดค่าธรรมเนียมแม้กระทบรายได้ระยะสั้น แต่ช่วยเร่งให้เกิด Cashless Society และลดต้นทุนระบบโดยรวม
สิ่งสำคัญคือ SCBX ไม่ได้มองตัวเองเป็นธนาคารอีกต่อไป แต่กำลังมุ่งสู่การเป็น Tech Company สิ่งนี้สะท้อนเทรนด์สำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ว่า เส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมกำลังหายไป ทุกองค์กรต้องกลายเป็น Technology-driven Organization
♦ ศุภชัยชี้ AI โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) และในฐานะประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรส์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด มองภาพ AI Revolution ชัดที่สุดว่า AI จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก เหมือนที่อินเตอร์เน็ตเคยทำไว้

“แต่รอบนี้เร็วกว่า และใหญ่กว่า คำว่า AI All In ในอีก 3-5 ปี หมายถึงโลกที่ AI จะอยู่ในทุกสิ่ง ตั้งแต่การศึกษา การเงิน ไปจนถึงเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ศุภชัยเน้นไม่แพ้เทคโนโลยี คือ Governance เพราะหาก AI เติบโตโดยไม่มีระบบกำกับดูแล โลกอาจเผชิญผลกระทบมหาศาล AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือเรื่องอนาคตของมนุษยชาติ”

♦ สุรเกียรติ์เตือนไทยเปลี่ยนเกมรับโลกใหม่
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษ “5 ทศวรรษเศรษฐกิจไทย Thailand Next” เพื่อมองภาพเส้นทางที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย และคาดหมายถึงอนาคต พร้อมร่วมมอบรางวัล Prachachat Business Awards 2026 ว่า

โลกและไทยกำลังเผชิญความท้าทาย 8 ด้าน ตั้งแต่ AI สังคมสูงวัย โรคระบาด สิ่งแวดล้อม พลังงาน การศึกษา ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง เตือนเราว่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้วโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประเทศไทยต้องเร่งยกเครื่องทั้งระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ประเทศ
“วิกฤตวันนี้จะอยู่กับโลกอีกนานอย่างน้อย 2 ปี และหากไทยยังนิ่งเฉย อีกไม่นานก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่า “โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร” แต่คือ “ไทยพร้อมหรือยังที่จะก้าวไปพร้อมกับระเบียบโลกใหม่”