ธปท.หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้โต 1.5% หวังอาสินงส์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หนุนจีดีพีโตเป็น 2.0% คุมเข้มธุรกิจซื้อก่อนจ่ายที่หลัง-ธุรกรรมเสี่ยง หวั่นหนีครัวเรือนพุ่ง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากผลกระทบของสงครามการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)จะขยายตัวเพียง 1.5% แต่หากรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐโครงการไทยช่วยไทย พลัส จีดีพีอาจโตเพิ่มเป็น 2.0% ขณะที่ปี 2570 มีแนวโน้มชะลอลงอีกครั้งหลังแรงส่งจากมาตรการรัฐลดลง
ในการประชุม Governor Connect วันที่ 2 มิ.ย.2569 ธปท.ระบุว่า แม้การส่งออกไทยยังเติบโตในระดับสูง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังมีจำกัด เนื่องจากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในสินค้าเทคโนโลยี และผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเพียง 1% ของผู้ส่งออกทั้งหมด สร้างมูลค่าส่งออกถึง 85% ของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีทั้งประเทศ
ขณะเดียวกัน การนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบในช่วงต้นปี โดยเดือนเม.ย.2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ธปท.ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง จึงต้องใช้นโยบายการเงินควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์ การติดตามธุรกรรมเงินสดมูลค่าสูง การเร่งแก้หนี้รายย่อย การสนับสนุนสินเชื่อเอสเอ็มอี และการติดตามการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล USDT ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต.” นายวิทัย กล่าว
ด้านมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ และประชาชน โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีลูกหนี้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 102,000 บัญชี ขณะที่โครงการ SMEs Credit Boost อนุมัติสินเชื่อใหม่แล้วกว่า 5,400 ล้านบาท และมีเป้าหมายผลักดันวงเงินสินเชื่อรวมราว 50,000 ล้านบาทภายในปีหน้า
อีกประเด็นที่ ธปท.ให้ความสำคัญ คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 25.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 38% ของประชากรไทย โดยกลุ่มผู้ใช้งานหลักเป็นคนอายุน้อยและผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ลูกหนี้วัยเริ่มทำงานมีอัตราหนี้เสียสูงที่สุด
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.เตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ภายในเดือนต.ค.-พ.ย.2569 ครอบคลุมเรื่องเพดานดอกเบี้ย การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้บริโภค การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว เพื่อสกัดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจสะสมในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับมาตรฐานค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน เพื่อให้มีความโปร่งใส สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และช่วยลดภาระประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนก.ค.-ต.ค.2569 เป็นต้นไป