คอลลิเออร์ส เผยตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจและสินเชื่อเข้มงวด โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ที่มีสต็อกเหลือขายกว่า 60,000 ยูนิต มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ภูเก็ต สมุย และเกาะพะงันยังเติบโตต่อเนื่องจากกำลังซื้อชาวต่างชาติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ตลาดท่องเที่ยวมากขึ้น
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ การเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน และปริมาณหน่วยเหลือขายสะสมจำนวนมาก
กรุงเทพฯ ยังเผชิญสต็อกคอนโดล้นตลาด
ข้อมูลไตรมาสแรกปี 2569 พบว่า มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพมหานคร 9,480 ยูนิต แต่หากหักโครงการขนาดใหญ่ของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 4,150 ยูนิตออกไป จะเหลือซัพพลายใหม่เพียงประมาณ 5,000 ยูนิต
ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ยังมีสต็อกเหลือขายมากกว่า 60,000 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นระบายสต็อกพร้อมอยู่มากกว่าการเปิดตัวโครงการใหม่
คอลลิเออร์สคาดว่าทั้งปี 2569 จะมีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่เพียง 18,000-20,000 ยูนิต ต่ำกว่าระดับปกติในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
“อย่างไรก็ดียังมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่ยังมีภาพลูกค้าจองคิวล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็น โครงการเลิฟ เจริญนคร และ XT 10 เอกมัย ของ แสนสิริ ที่สามารถทำยอดขายได้ 1,500-2,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาอันสั้นก็ยังมีให้เห็น สะท้อนว่าตลาดยังมีกำลังซื้อที่ยังแข็งแกร่ง”
ในขณะที่ตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ยังชะลอตัว โดยไตรมาสแรกมีการเปิดตัวเพียง 14 โครงการ รวม 508 ยูนิต ขณะที่ตลาดระดับกลางถึงล่างได้รับผลกระทบจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงถึง 85% ในบางกลุ่มลูกค้า รวมถึงตลาดบ้านมือสองและคอนโดมือสองยังเผชิญข้อจำกัดจากการปล่อยสินเชื่อเพียง 85-90% ของมูลค่าหลักประกัน
ภูเก็ตยังเป็นดาวเด่น รับแรงซื้อกลุ่มลักชัวรี
ในทางตรงกันข้าม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โดยนายภัทรชัยระบุว่า ความไม่สงบในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนมองประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน ทำให้ความต้องการซื้อวิลล่าระดับราคา 35-50 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมระดับบนในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งเซกเมนต์ที่เติบโตคือ Branded Residence ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าโครงการได้ประมาณ 15-20% จากการใช้แบรนด์โรงแรมระดับโลกและบริการมาตรฐานสากล
สมุย-พะงัน มูลค่าตลาดกว่า 6.1 หมื่นล้านบาท
คอลลิเออร์สพบว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยในเกาะสมุยและเกาะพะงันมีโครงการอยู่ระหว่างการขายรวม 154 โครงการ จำนวน 2,860 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 61,140 ล้านบาท
แบ่งเป็น
– เกาะสมุย 113 โครงการ 2,422 ยูนิต มูลค่า 53,200 ล้านบาท
– เกาะพะงัน 41 โครงการ 438 ยูนิต มูลค่า 7,940 ล้านบาท
ต่างชาติครองตลาด 85-90%
ตลาดที่อยู่อาศัยในสมุยและพะงันยังพึ่งพากำลังซื้อจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยผู้ซื้อชาวไทยมีสัดส่วนเพียง 10-15%
ขณะที่ผู้ซื้อชาวต่างชาติครองสัดส่วนสูงถึง 85-90% ของตลาด นำโดยนักลงทุนจากยุโรป รัสเซีย อิสราเอล ออสเตรเลีย จีน ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐเช็ก
ความต้องการซื้อส่วนใหญ่มาจากการซื้อเพื่อพักอาศัยระยะยาว การลงทุนปล่อยเช่า และการถือครองสินทรัพย์ในระยะยาว
ผู้ประกอบการรายใหญ่เตรียมลุยสมุย-พะงัน
นายภัทรชัยกล่าวว่า ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพมหานครเริ่มเข้ามาสะสมที่ดินในพื้นที่สมุยและพะงันเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการในอนาคต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมซึ่งยังมีอุปทานจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการในตลาด
อย่างไรก็ดีคาดว่าในปีนี้ จะมีผู้ประกอบการรายใหม่และรายใหญ่เข้ามาเปิดตัวโครงการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้พัฒนาที่แสดงความสนใจศึกษาการลงทุนแล้ว เช่น ศุภาลัย และ อรสิริน โฮลดิ้ง รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย อาทิ แสนสิริ เป็นต้น
นายภัทรชัยกล่าวในตอนท้ายว่า แม้แนวโน้มตลาดในเมืองท่องเที่ยวจะยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ และการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงคำนึงถึงการบริหารจัดการด้านผังเมือง สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว