สมาพันธ์ปศุสัตว์ ชี้นำเข้า ข้าวโพดสหรัฐ ไม่กระทบเกษตรกร ยืนยันมีความจำเป็นที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้า และบรรเทาผลกระทบภาษีของสหรัฐ

4 มิ.ย. 69 – สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมพันธมิตร 4 สมาคมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง ร่วมแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ

โดยมี นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา มีความจำเป็นด้วยเหตุผล 2 ประการดังนี้

1. เพื่อบรรเทาผลกระทบภาษีของสหรัฐ แม้ปัจจุบันศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก แต่ยังเป็นภัยคุกคามอยู่ เนื่องจากสหรัฐใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% และเก็บสูงสุดได้ถึง 15% ไทยจึงมีความจำเป็นต้องเจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

2. ภาคปศุสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้า ปัจจุบันไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9 ล้านตัน ผลผลิตในประเทศมีเพียง 5 ล้านตัน ขาดแคลน 4 ล้านตัน มีการนำเข้าประมาณ 3.2 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน ข้าวสาลี 1.7 ล้านตัน และยังขาดแคลนอีก 0.8 ล้านตัน

รัฐบาลมุ่งปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทย นอกจากดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐจะต้องซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 : 1 ก่อนการนำเข้า ทำให้ปริมาณที่เปิดให้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐ 1 ล้านตันนี้ ไม่ได้มาทดแทนข้าวโพดไทย แต่เป็นจำนวนที่จะทดแทนข้าวสาลีที่นำเข้ามาอยู่แล้ว 1.7 ล้านตัน ส่วนปริมาณที่ยังขาดแคลน 0.8 ล้านตันยังคงอยู่เช่นเดิม

ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยพุ่งสูงทะลุ 13 บาท/กก. สูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งจากมาตรการควบคุมการนำเข้าของรัฐที่เข้มงวดขึ้นทุกปี การนำเข้าข้าวโพดในกรอบ AFTA ลดลงกว่าครึ่งจากมาตรการนำเข้าปลอดการเผา ผนวกกับภัยแล้งฝนมาล่าช้าทำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดล่าช้าตามไปด้วย ทำให้ข้าวโพดไทยมีราคาสวนทางกับราคาขายเนื้อสัตว์ที่ปรับลดลง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการนำเข้าให้เกิดความเป็นธรรมต่อภาคปศุสัตว์ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน