บล.ทิสโก้ ชี้ครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนรออยู่เพียบ ทั้งปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก (Bond Yields) ปรับขึ้นต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์ลงทุนแบบสมดุลในหุ้น 3 ประเภทสู้ความไม่แน่นอนครึ่งปีหลัง
วันที่ 4 มิ.ย. 2569 นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.) เปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเฟ้อหรือดัชนีราคาผู้บริโภคไทยในเดือนเม.ย. 2569 พลิกกลับมาขยายตัว +2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ปัจจัยหลักมาจากราคาสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
โดยบล.ทิสโก้ คาดเงินเฟ้อจะเป็นบวกต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ และคาดว่าทั้งปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ +3.4% เร่งตัวขึ้นจาก -0.1% ในปีที่แล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะคงเดิมที่ระดับ 1.00% ทั้งปีนี้ และมีโอกาสปรับขึ้น 0.50% เป็น 1.50% ในปี 2570 ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงน่าจะติดลบต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี (Negative Real Rate) และมักจะบีบให้เงินต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชนะเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วง Negative Real Rate นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551 เป็นต้นมา มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงเงินเฟ้อไม่สูงเกินระดับ 5% (ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.8% ต่อเดือน) แต่หากอัตราเงินเฟ้อเกินกว่าระดับดังกล่าว ตลาดกลับตอบสนองในเชิงลบ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงเกินศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับภาวะ “Stagflation”
ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องจับตา
ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงกลางปีนี้ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรองในหลายประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง บล.ทิสโก้ประเมินว่าสหรัฐฯ มีเวลาอีกประมาณ 2 เดือน ก่อนที่คลังน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์จะลดลงเข้าใกล้จุดวิกฤต อาจทำให้ราคาน้ำมันกลับมาถีบตัวขึ้นรุนแรง เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานระลอกใหม่ เพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสูงและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น (Stagflation Risk)
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก (Bond Yields) ปรับขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้แนวโน้มนโยบายการเงินเริ่มเปลี่ยนจาก “ผ่อนคลาย” เป็น “เข้มงวด”
อีกทั้งนักลงทุนยังคาดว่า Bond Yields หรือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร จะปรับตัวสูงขึ้นจากมุมมองที่ระมัดระวังต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทั่วโลก และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ Bond Yields คาดจะสร้างความกังวลต่อตลาด
เพราะมักกดดันระดับการประเมินมูลค่าหุ้นลดลง อ้างอิงจาก 12m Fwd. PER ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 20.6x การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (หรือ US10Y) ที่ทะลุ 4.8% เป็นจุดที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะจะเริ่มทำให้ Earning Yield Gap (EYG) ลดลงจนติดลบ
แนะลงทุนหุ้น 3 ประเภท
ในเชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้แนะนำเลือกลงทุนในหุ้น 3 ประเภทเพื่อความสมดุลของพอร์ต
(1) หุ้น Growth ที่มีกำไรเติบโตดีกว่าตลาดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และราคายังมี Upside น่าสนใจ แนะนำ CRC, GULF
(2) หุ้น Commodity ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่เน้นในเชิงของคุณค่า เด่น PTTEP, SCCC และ
(3) หุ้น Dividend ที่กำไรและกระแสเงินสดมั่นคงให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่าระดับ 5% ต่อปี แนะนำ KTB, MEGA ผสานกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวในเดือน มิถุนายน นี้ แนะนำ MRDIYT โดยคาดว่าจะได้เข้าดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งปีหลัง
หุ้นเด่นแนะนำ
ทั้งนี้บล.ทิสโก้ ได้แนะนำหุ้นเด่นประจำเดือนมิ.ย. คือ CRC, GULF, KTB, MEGA, MRDIYT, PTTEP และ SCCC
ขณะที่มองดัชนีหุ้นไทย โดยให้แนวรับสำคัญในเดือนมิ.ย.นี้ที่ 1,510-1,530 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,580 จุด และ 1,600 จุด ตามลำดับ
ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR เดือนมิ.ย. แนะนำ CHNXT5023 และ NEM06 – บล.ทิสโก้ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะของฝั่งจีนที่การประเมินมูลค่ายังไม่แพงเทียบกับฝั่งตะวันตก
ทำให้บล.ทิสโก้ยังคงเลือก CHNXT5023 ต่อจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ มองเป็นจังหวะที่ดีในการสะสม NEM06 ที่ประกอบธุรกิจเหมืองทองในหลายประเทศทั่วโลก
ดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,600 จุดครั้งแรกในรอบหลายปี
อย่างไรก็ดีผู้สื่อข่าวรายงานว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยประจำวันที่ 4 มิ.ย. 2569 โดยระหว่างวันสามารถขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,607.25 จุด ต่ำสุดที่้ 1,586.20 จุด ขณะที่ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,594.79 จุด +6.73 จุด หรือ +0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 89,750.47 ล้านบาท