“ฮั่วเซ่งเฮง” เผยตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อย่างใกล้ชิด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 4.468% ในเดือนพฤษภาคม 2026 จากระดับ 4.177% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ภาระหนี้สาธารณะ และเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว
วันที่ 5 มิ.ย. 2569 ฝ่ายวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ในรอบนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น
ข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลังของสหรัฐฯ โดยความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลง ขณะที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงระยะยาว (Term Premium) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield คือความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงภาระดอกเบี้ยของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถในการบริหารงบประมาณและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
แม้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามผลักดันมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณผ่านนโยบายด้านรายได้และการควบคุมรายจ่ายภาครัฐ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังมองว่า การลดการขาดดุลในระดับที่มีนัยสำคัญอาจเป็นเรื่องท้าทาย ท่ามกลางภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นในการกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้จ่ายของภาครัฐ
ในมุมมองของตลาดการเงิน การเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลด้านเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความคาดหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องออกพันธบัตรเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะเพิ่มอุปทานในตลาดและเป็นแรงผลักดันให้อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน และสัญญาณการชะลอตัวของการใช้จ่ายในบางภาคส่วน สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นกำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดทองคำ ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าผลกระทบจาก Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ในด้านลบ การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ เนื่องจากเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน และทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำสูงขึ้น
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้กรอบ 4.5-5.0% อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคาทองคำในระยะสั้น และกระตุ้นแรงขายจากนักลงทุนบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ในด้านบวก ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า แม้ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังและภาระหนี้ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หรือทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและเสถียรภาพทางการคลังเพิ่มสูงขึ้น
ในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับตัวเลขเงินเฟ้อ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และพัฒนาการด้านการคลังของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี