ก.ล.ต. เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หลังพบ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีข้อบกพร่องในระบบ KYC/CDD หลายประเด็น ทั้งการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การกำกับดูแลลูกค้าที่มีธุรกรรมมูลค่าสูงผิดปกติ และการพิจารณารายงานธุรกรรมต้องสงสัยต่อ ปปง. ก่อนกล่าวโทษต่อ บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

วันที่ 5 มิ.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (FSS) หรือ บล.ฟินันเซีย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)

ในความผิดกรณีระบบงานในการทำความรู้จักลูกค้าและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Know Your Customer/Customer Due Diligence: KYC/CDD) ไม่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า บล. ฟินันเซีย รู้จักและสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าหรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้า และไม่ได้ทำความรู้จักลูกค้าในเชิงลึกเพิ่มเติม (enhanced KYC/CDD) กรณีพบลูกค้าที่อาจทำธุรกรรมที่ผิดปกติหรือต้องสงสัย

เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 113 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 282 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)

จากการตรวจสอบการดำเนินงานตามปกติของ บล. ฟินันเซีย ตามแนวทางการกำกับดูแลตามความเสี่ยง (Risk-Based Approach: RBA) ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2568 ก.ล.ต.พบประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบงาน KYC/CDD ของบริษัท

และต่อมาเมื่อปรากฏข่าวเกี่ยวกับการทำธุรกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer) หรือการฟอกเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

รวมทั้งได้มีการติดตามการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม Scammer ของหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน ก.ล.ต. จึงได้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบระบบงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย และพบว่า ในช่วงวันที่ 1 เม.ย. 2567 – 21 ธ.ค. 2568 บล. ฟินันเซีย ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ มีข้อบกพร่องในระบบงาน KYC/CDD ได้แก่

(1) บล. ฟินันเซีย ไม่ได้ดำเนินการ KYC/CDD เพื่อให้ทราบถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ควบคุมทอดสุดท้ายของลูกค้า และดำเนินการ KYC/CDD เพื่อให้ทราบถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงไม่ครบถ้วนในส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ

(2) บล. ฟินันเซีย ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดูความสมเหตุสมผล เมื่อลูกค้ามีการขอเพิ่มวงเงินในจำนวนที่สูงจากวงเงินเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

(3) บล. ฟินันเซีย ไม่ได้ดำเนินการ enhanced KYC/CDD หรือกำกับดูแลลูกค้าอย่างเข้มงวด กรณีที่ลูกค้าของ บล. ฟินันเซีย มีการทำธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานที่แสดงถึงศักยภาพทางการเงินของลูกค้ารายนั้น ๆ

เช่น กรณีที่ลูกค้าทำธุรกรรมเกี่ยวกับการฝากหลักประกัน การรับโอนหรือการจองซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในจำนวนที่สูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับฐานะการเงินที่ลูกค้านำมาแสดงต่อ บล. ฟินันเซีย ทั้งที่มีข้อมูลที่สามารถพิจารณาได้ว่าลูกค้าอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอในการทำธุรกรรม

อาทิ กรณีลูกค้าเป็นนิติบุคคลต่างประเทศมีทุนจดทะเบียนต่ำ ไม่มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่น่าเชื่อถือ หรือไม่ได้แสดงแหล่งที่มาของรายได้อย่างชัดเจน อีกทั้ง บล. ฟินันเซีย ไม่ได้พิจารณาข้อมูลการทำธุรกรรมดังกล่าว เพื่อนำส่งรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (Suspicious Transaction Report: STR) ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

ข้อบกพร่องในระบบงาน KYC/CDD ข้างต้น ของ บล.ฟินันเซีย เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 113 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 282 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ บล. ฟินันเซีย ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. เปิดเผยว่า “มาตรการสำคัญอย่างหนี่งในการสกัดกั้นทุนเทาคือการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ทั้งธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีระบบงานที่เป็นไปตามมาตรฐานในการทำความรู้จักลูกค้าและการตรวจสอบ (KYC/CDD)

รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนเป็นด่านหน้าในการคัดกรองลูกค้า ดังนั้น ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจ

ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบธุรกิจ สำหรับกรณี บล.ฟินันเซีย เมื่อพบว่า มีข้อบกพร่องในระบบ KYC/CDD และอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ก.ล.ต. จึงดำเนินการกล่าวโทษต่อ บก.ปอศ.”

ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ

โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน