กรมประมง ยกระดับแผนปฏิบัติการ “SARA” (สำรวจ-วิเคราะห์-รายงาน-ปฏิบัติ) ลุยเฝ้าระวัง 21 จังหวัด 204 แหล่งน้ำ กำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบแล้วกว่า 8.3 ล้านกิโลกรัม นำไปแปรรูปเป็นอาหารคน-อาหารสัตว์-ปุ๋ย สร้างรายได้ชุมชนตามเศรษฐกิจหมุนเวียน ล่าสุดไม่พบการระบาดรุนแรง พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
วันที่ 6 มิ.ย. 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ขานรับนโยบายเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดยนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมอบนโยบายเร่งด่วนให้กรมประมงเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมุ่งเน้น 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การจำกัดพื้นที่การระบาด การกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ และการส่งเสริมการนำปลาไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการจำกัดและกำจัดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำ

โดยกรมประมง ได้ยกระดับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเชิงรุก “SARA” (SURVEY – ANALYSE – REPORT – ACTION) ภายใต้แนวคิด ทำเร่งด่วน ทำทันทีและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมเเละลดจำนวนปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
S – SURVEY (การสำรวจ) สำรวจความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง ลงพื้นที่ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่เขตการแพร่ระบาดและพื้นที่เฝ้าระวัง 21 จังหวัด 204 แหล่งน้ำ รวมมากกว่า 1,000 จุดสำรวจ
A – ANALYSE (การวิเคราะห์ข้อมูล) รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและค่าความชุกชุม (ตัว/พื้นที่ 100 ตารางเมตร) โดยมีการกำหนดเกณฑ์ คือ ความชุกชุมมากกว่า 100 ตัว/ 100 ตารางเมตร ให้สำนักงานประมงจังหวัดเร่งกำจัดโดยด่วน ความชุกชุมมากกว่า 25 -100 ตัว/ 100 ตารางเมตร ให้ดำเนินการกำจัด และความชุกชุมน้อยกว่า 10 ตัว/ 100 ตารางเมตร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์
R – REPORT (การรายงาน) รายงานผลการประเมินสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ผู้ตรวจราชการในแต่ละเขตพื้นที่และประมงจังหวัดได้ทราบสถานการณ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานเครือข่าย (FC) เพื่อดำเนินการมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
A – ACTION (การปฏิบัติงาน) สำนักงานประมงจังหวัดร่วมบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการควบคุม จำกัดความเหมาะสมของพื้นที่ และนำปลาที่กำจัดไปใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการกำจัด พร้อมติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการรักษาสมดุลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ กรมประมงได้ดำเนินการมาตรการเชิงรุกหลายรูปแบบทั้งการผ่อนผันการใช้เครื่องมืออวนรุน เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เป้าหมาย การดำเนินโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกำจัดแก่ชาวประมงและชุมชน
รวมถึงกิจกรรมลงแขกลงคลอง ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น สามารถกำจัดปลาออกจากระบบได้แล้วรวม 8,325,234.50 กิโลกรัม ทั้งนี้ ปลาที่กำจัดได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบการแปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารพืช
อาทิ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร การผลิตปลาป่น การใช้เป็นปลาเหยื่อ การนำไปผลิตปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ผลการสำรวจความชุกชุมในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ใน 21 จังหวัด ไม่พบการระบาด 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี พัทลุง และปัตตานี พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมน้อย (น้อยกว่า 10 ตัว ต่อ 100 ตร.ม.) 10 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และตราด
พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมปานกลาง (10-100 ตัว ต่อ 100 ตร.ม.) 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ไม่พบพื้นที่การแพร่ระบาดมาก (มากกว่า 100 ตัว ต่อ 100 ตร.ม.)
นอกจากนี้ กรมประมงยังพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน อาทิ รัฐ เอกชน ท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามสถานการณ์ และรวบรวมข้อมูลผลกระทบในพื้นที่อย่างรอบด้าน อันจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ท้ายนี้ กรมประมงจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจำกัด กำจัด และสร้างมูลค่าใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรสัตว์น้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน