“บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด” ประเมินแนวโน้มราคาทองคำระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง เงินดอลลาร์แข็งค่า ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟดที่ลดลง รวมถึงกระแสเงินลงทุนที่อาจไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI โดยมองว่าราคาทองคำโลกมีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาทองคำว่า ภาพรวมในระยะสั้นยังคงอยู่ในทิศทางขาลง หลังราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดพยายามประคองไว้ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อแนวรับดังกล่าวถูกทะลุลงมาแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับตัวลงต่อและอาจกลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนและยังคงมีเหตุปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่สามารถหนุนราคาทองคำได้มากนัก เนื่องจากตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของสหรัฐมากกว่า โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ สหรัฐยังอยู่ในช่วงผลักดันการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนหนึ่งมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงในระยะสั้น
นางภัทรินกล่าวว่า ปัจจัยลบที่กดดันราคาทองคำในปัจจุบันมีอยู่หลายด้าน ทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงการที่ตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลงอย่างมาก โดยบางมุมมองเริ่มประเมินว่าในปีหน้าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มระยะสั้นจะยังไม่สดใส แต่ในมุมมองระยะยาวยังคงเชื่อว่าทองคำอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยนักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความอดทนมากขึ้น เนื่องจากตลาดกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดบริเวณ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนหน้านี้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมในช่วงที่ราคาปรับตัวลง โดยมองกรอบสะสมหลักบริเวณ 4,100-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นช่วงราคาที่เหมาะสำหรับการแบ่งไม้เข้าซื้อ อาจแบ่งเป็น 4-5 ไม้ตามความเหมาะสมของสภาพคล่องและระดับความเสี่ยงที่รับได้
ในส่วนของปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์ที่ 8-12 มิ.ย. 2569 ได้แก่การประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐจะยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย และอาจกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลงต่อได้ แต่หากตัวเลขเงินเฟ้อทรงตัวหรือชะลอลง ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
สำหรับการเคลื่อนไหวระยะสั้น คาดว่าราคาทองคำอาจเกิดแรงรีบาวด์ทางเทคนิคได้ เนื่องจากเครื่องมือทางเทคนิคหลายกรอบเวลาส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะ Oversold แล้ว แต่การฟื้นตัวน่าจะยังจำกัด โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมอาจขยับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ขณะที่แนวรับสำคัญถัดไปอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์ 4,250 ดอลลาร์ และ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ตามลำดับ
ด้านราคาทองคำในประเทศที่ปรับลงมาอยู่บริเวณ 67,500 บาทต่อบาททองคำ นางภัทรินมองว่าเป็นระดับราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีเงินเย็นและต้องการลงทุนระยะยาว โดยแม้อาจมีโอกาสเห็นราคาปรับตัวลงได้อีกประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อบาททองคำ แต่ความแตกต่างของราคาจากระดับปัจจุบันถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับโอกาสการฟื้นตัวในระยะยาว
“หากเป็นนักลงทุนที่มีเงินเย็น สามารถทยอยซื้อสะสมได้เลยในช่วงนี้ แต่หากต้องการรอจังหวะราคาที่ต่ำกว่านี้ อาจติดตามสถานการณ์ในสัปดาห์นี้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การลงทุนควรใช้วิธีแบ่งซื้อเป็นหลายไม้เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด”
นางภัทรินกล่าวและว่า อย่างไรก็ดียังคงมองว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและประเด็นอิหร่าน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจช่วยหนุนราคาทองคำได้ในอนาคต หากมีข้อตกลงหรือพัฒนาการเชิงบวกที่ชัดเจนเกิดขึ้น ขณะที่ในระยะยาวยังเชื่อมั่นว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก แต่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง