ส.อ.ท. ชี้ไตรมาส 2 อุตสาหกรรมยังขยายตัว จับตาราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์-ภาษีการค้าสหรัฐ-กำลังซื้อยังเปราะบาง ฉุดการฟื้นตัวของภาคการผลิต

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาส 2/2569 พบหลายอุตสาหกรรมยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การส่งออกที่ขยายตัว ความต้องการบริโภคในประเทศ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ

กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากตลาดโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ยาง จากคำสั่งซื้อในต่างประเทศที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ และน้ำมันปาล์ม เติบโตตามความต้องการภายในประเทศ

ส่วนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ได้รับแรงส่งจากนโยบายรัฐ ประกอบด้วย ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรกล เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน การจัดการสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งถูกมองเป็น New Growth Engine ของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ดี หลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก หลังคา และแก้ว ขณะที่กลุ่มพลาสติก เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์หนัง ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกอย่างหนัก

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลัง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกกลับไปยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และหากเกิดการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะกระทบต้นทุนขนส่ง การนำเข้าวัตถุดิบ และการส่งออกสินค้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“คาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนพ.ค.มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต๊อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค

อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เสนอเก็บภาษีสินค้าจากไทยภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบความสามารถแข่งขันด้านการส่งออกในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ส.อ.ท. มองว่าผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรเร่งบริหารความเสี่ยง ทั้งการรักษาสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนพลังงานทดแทน และกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อรับมือความผันผวนของต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สำหรับปัจจัยบวกที่ยังช่วยพยุงภาคอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ การลงทุนที่ขยายตัวต่อเนื่องจากบีโอไอ การส่งออกที่ยังเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีและเสถียรภาพด้านเครดิตของประเทศไทย ซึ่งยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของภาคการผลิตในปี 2569

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน