“อินชัวร์ เอกซ์” (InsureX) เชื่ออุตสาหกรรมประกันยังเติบโตสวนวัฏจักรเศรษฐกิจ เดินหน้ายกระดับจากโบรกเกอร์สู่ที่ปรึกษาด้านประกันเต็มรูปแบบ ชูโมเดลผสานเทคโนโลยี AI ทีมที่ปรึกษามาตรฐานสากล และช่องทางขายแบบ Omni-Channel ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าจาก 6 แสนรายสู่ 1 ล้านราย พร้อมผลักดันเบี้ยประกันรวมแตะ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 นางสาวณภัชชา พงศ์วัฒนกิจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินชัวร์ เอกซ์ จำกัด (InsureX) นายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในกลุ่มธุรกิจการเงิน SCBX และมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 100% เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสุขภาพ แต่บริษัทมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับการวางแผนคุ้มครองมากขึ้น

บริษัทได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและพบว่า แม้ลูกค้าบางส่วนอาจชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ความรู้สึกไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้นกลับส่งผลให้ความต้องการเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมีมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะการวางแผนด้านสุขภาพ การเงินระยะยาว การเกษียณ และการส่งต่อความมั่งคั่งให้คนในครอบครัว

“ยิ่งโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ลูกค้ายิ่งมองหาความมั่นใจในการใช้ชีวิต ประกันจึงไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต”

นางสาวณภัชชา กล่าวและว่าอุตสาหกรรมประกันเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความสามารถในการเติบโตท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจได้ดี เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคโดยตรง โดยหากย้อนกลับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเห็นได้ว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผู้บริโภคต้องการสร้างหลักประกันให้กับตนเองและครอบครัว

“ประกันเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำความแน่นอนไปปิดช่องว่างของความไม่แน่นอน ยิ่งเกิดวิกฤตหรือความเสี่ยงใหม่ ๆ ผู้คนยิ่งมองหาความคุ้มครอง ดังนั้นเรายังเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันในระยะยาว” นางสาวณภัชชากล่าว

จากมุมมองดังกล่าว บริษัทได้กำหนดทิศทางธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยวางตำแหน่งองค์กรจากนายหน้าประกันสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านประกันแบบองค์รวม ซึ่งจะไม่มุ่งขายผลิตภัณฑ์รายตัว แต่จะวิเคราะห์เป้าหมายชีวิต ความเสี่ยง และสถานะทางการเงินของลูกค้าแต่ละรายก่อนออกแบบแผนความคุ้มครองที่เหมาะสม

กลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือการยกระดับศักยภาพของทีมที่ปรึกษาด้านประกัน โดยผลักดันให้บุคลากรได้รับคุณวุฒิ MDRT (Million Dollar Round Table) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลของที่ปรึกษาทางการเงินและประกันภัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และให้คำแนะนำเชิงลึกแก่ลูกค้าในแต่ละช่วงวัย

ปัจจุบันบริษัทมีที่ปรึกษาระดับ MDRT 21 คน และ TOT 1 คน รวม 22 คน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200 คน ภายในปี 2573 ควบคู่กับการขยายจำนวนที่ปรึกษาด้านประกันจาก 550 คน เป็น 5,000 คน เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและยกระดับคุณภาพการให้บริการ

นางสาวณภัชชา กล่าวว่า หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของอินชัวร์ เอกซ์ คือการมีโครงสร้างธุรกิจที่ผสมผสานช่องทางการขายหลายรูปแบบ ทั้งช่องทางที่ปรึกษาด้านประกัน ช่องทางดิจิทัล และเทเลเซลล์ ซึ่งบริษัทมีความแข็งแกร่งในธุรกิจเทเลเซลล์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ

ปัจจุบันบริษัทยังคงรักษาการเติบโตของช่องทางเทเลเซลล์ได้ในระดับที่ดี แม้ตลาดจะเผชิญความกังวลเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจน การยืนยันตัวตน และการชำระเงินผ่านระบบของบริษัทโดยตรง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

“เรามีรูปแบบการนำเสนอที่ชัดเจน มีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง และมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส ทำให้ลูกค้ายังคงเชื่อมั่นในช่องทางนี้ และยอดขายผ่านเทเลเซลล์ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ” นางสาวณภัชชากล่าว

สำหรับแผนการเติบโต บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มเบี้ยประกันรวมจากระดับ 4,300 ล้านบาทในปัจจุบัน เป็น 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โดยคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 500 ล้านบาทต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันเบี้ยประกันของบริษัทแบ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ขณะที่ในอนาคตบริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนของธุรกิจประกันชีวิตมากขึ้น เนื่องจากมองว่าผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยบทบาทของที่ปรึกษาในการอธิบายและสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้า

นอกจากการเติบโตด้านเบี้ยประกันแล้ว บริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าจากกว่า 600,000 รายในปัจจุบัน สู่ระดับ 1 ล้านรายภายในปี 2573 ผ่านการผสานฐานลูกค้าจากธนาคารไทยพาณิชย์เข้ากับการหาลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์และดิจิทัลมากขึ้น

นางสาวณภัชชา กล่าวว่าความได้เปรียบสำคัญของอินชัวร์ เอกซ์ คือการเป็นบริษัทในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ระบบงาน และฐานลูกค้าจากกลุ่มธุรกิจการเงิน SCBX อย่างต่อเนื่อง

“แม้วันนี้เราจะยังได้รับลูกค้าส่วนหนึ่งจากธนาคาร แต่ในอนาคตเราจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่มาจากช่องทางดิจิทัลและการหาลูกค้าด้วยตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนที่ต้องการคำแนะนำเชิงลึกและโซลูชันด้านความคุ้มครองแบบครบวงจร”

สำหรับภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจประกันในระยะต่อไป มองว่าจะไม่ได้อยู่ที่การขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันด้านคุณภาพคำแนะนำ ความสามารถในการเข้าใจลูกค้า และการนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น

บริษัทจึงเดินหน้านำ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ในการออกแบบแผนความคุ้มครองแบบ Hyper-Personalized เพื่อช่วยให้ที่ปรึกษาสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ ความเสี่ยง และเป้าหมายชีวิตของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

“เป้าหมายของเราไม่ใช่การขายกรมธรรม์ให้มากที่สุด แต่คือการทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เพราะเมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่ประกัน แต่คือความมั่นใจในการใช้ชีวิต และนั่นคือบทบาทใหม่ของ InsureX ในฐานะที่ปรึกษาด้านประกันครบวงจร” นางสาวณภัชชากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน