กลุ่มเหล็ก ส.อ.ท.-สถาบันเหล็ก เสนอรัฐจัดทำ “แผนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กเส้นก่อสร้างไทย” 5 ปี ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ผลักดันสู่การผลิตเหล็กสีเขียว
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำ “แผนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กเส้นก่อสร้างไทย” อย่างเป็นรูปธรรม ภายในกรอบเวลา 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และผลักดันสู่การผลิตเหล็กสีเขียวที่แข่งขันได้ในระยะยาว
ข้อเสนอดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace : EAF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพการผลิต โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างกำหนดแนวทางเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับประเภทงานก่อสร้าง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้รัฐบาลกำหนดหมุดหมายการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน เริ่มจากแผนเร่งด่วนภายใน 1 ปี ด้วยการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น ให้แยกมาตรฐานเหล็กที่ผลิตด้วยระบบ EAF สำหรับงานโครงสร้างหลัก และเหล็กที่ผลิตด้วยเตา IF (Induction Furnace) สำหรับงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก พร้อมกำหนดให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) และจำกัดการใช้กรรมวิธีเพิ่มความแข็งแบบ Tempcore เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐจัดมาตรการสนับสนุนทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และ Green Loan เพื่อช่วยผู้ประกอบการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็กภายใน 1 ปี รวมถึงสนับสนุนการนำเข้าเหล็กแท่งมาตรฐาน EAF หรือ BOF มาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กเส้นคุณภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สำหรับระยะกลาง 3 ปี เสนอให้รัฐสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโรงงานสู่ระบบ EAF โดยคงกำลังการผลิตตามมาตรการห้ามตั้ง-ห้ามขยาย พร้อมปรับปรุงมาตรฐาน มอก. ให้รองรับการยกระดับสู่อุตสาหกรรมเหล็กสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ
ขณะที่ระยะยาว 5 ปี เสนอให้ภาครัฐเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวผ่านระบบ Direct PPA และวางมาตรการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบเศษเหล็ก เพื่อรองรับการผลิตเหล็กสีเขียวอย่างยั่งยืน
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทยไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเทคโนโลยีการผลิตหรือคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการบางรายที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ทางส.อ.ท.และสถาบันจึงเสนอให้ภาครัฐบูรณาการตรวจสอบร่วมกัน ระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการอนุญาตก่อสร้าง การติดตั้งเครื่องจักร การขยายกำลังการผลิต และการปฏิบัติตามรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
“การเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดผล หากยังมีผู้ประกอบการที่ได้เปรียบจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาระด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนั้นรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียมกับผู้ประกอบการทุกราย”
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กมองว่า การกำหนดโรดแมปเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่ออุตสาหกรรมเหล็กและภาคก่อสร้างไทย พร้อมปูทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กสีเขียวที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน