เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ คงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก แม้ตลาดยังผันผวน พร้อมแนะ 4 กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 3/69 เน้น AI ความมั่นคงด้านพลังงาน สินทรัพย์ผสม และโอกาสในเอเชีย ขณะที่ประเมินเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันต้นทุนพลังงานสูงและการแข่งขันจากต่างประเทศ พร้อมมองหุ้นไทยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือภูมิภาคได้จำกัดหลังปรับขึ้นแรง
วันที่ 9 มิ.ย. 2569 เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ เปิดเผยว่าการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก รวมถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานของแต่ละประเทศ กำลังก่อให้เกิดแรงผลักดันทั้งในด้านความเร่งด่วน เงินทุนสนับสนุน และนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการซื้อขายและลงทุนในตลาดทุน
ขณะเดียวกัน ธนาคารฯ คาดว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสำหรับการลงทุนที่ความต้องการเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจหรือพัฒนาโครงการมีมากกว่าปริมาณเงินลงทุนที่มีอยู่จริง
ทั้งนี้ รายงานกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3 ปี 2569 ภายใต้ธีม “ต่อยอดเงินทุน สู่โอกาสแห่งอนาคต” (Where capital meets the future) เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลก และเชื่อว่าความผันผวนของตลาดยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
โดยบทเรียนที่ผ่านมาจากวิกฤตโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของพลวัตทางการค้าระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจได้เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทาน ความสัมพันธ์ทางการค้า และแหล่งพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ทางด้านนายวิลเลม เซลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่าความผันผวนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินโลก ขณะที่นักลงทุนต้องตอบสนองต่อความเสี่ยงและข่าวสารที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
สิ่งสำคัญคือการรักษาวินัยในการลงทุนผ่านพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น และมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมในหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ซึ่งสามารถรองรับความไม่แน่นอนในระยะสั้นได้ ขณะเดียวกันยังควรมุ่งเน้นไปที่โอกาสการลงทุนระยะยาวที่เกิดขึ้นจากแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ ธนาคารยังแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นโอกาสการเติบโตในระยะยาวจากธีม AI ความเป็นอิสระด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ สำหรับลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงและลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก
โดยธนาคารมองเห็นโอกาสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มวัสดุพื้นฐาน และกลุ่มสาธารณูปโภค ซึ่งยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยังคงส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นเติบโตมากกว่าหุ้นคุณค่า
ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2569 สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงค์ แนะ 4 กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3 ปี 2569
(1) เสริมการลงทุนสำหรับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ออกมาดีกว่าคาด ความกังวลด้านการสร้างรายได้ที่เริ่มคลี่คลาย และระดับมูลค่าที่น่าสนใจภายหลังการปรับฐานของหุ้นซอฟต์แวร์ ได้เปิดโอกาสในการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ
(2) วางตำแหน่งการลงทุนเพื่อรองรับความมั่นคงและความเป็นอิสระด้านพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเร่งให้หลายประเทศกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้พลังงานจากแหล่งอื่นๆ และลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการลงทุนในระยะยาว
(3) เสริมความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนด้วยกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ผสม (Multi-Asset) ตราสารหนี้ ทองคำ สินทรัพย์ทางเลือก และการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น โดยสามารถเสริมด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพและสามารถปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อได้
(4) คว้าโอกาสจากนวัตกรรมและรายได้ในเอเชีย โดยกลยุทธ์การลงทุนแบบบาร์เบล (Barbell Strategy) ที่จัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก กับ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากควบคู่กัน สามารถช่วยให้นักลงทุนคว้าโอกาสจากวัฏจักรการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชีย ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์คุณภาพ โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

นายแพทริค โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชียเหนือ เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่าในขณะที่การลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก เอเชียอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบจากความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลข้อความมหาศาลจากทั่วโลก เพื่อให้สามารถเข้าใจ ประมวลผล และสร้างภาษามนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นอกเหนือจาก AI นักลงทุนยังสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นผ่านศักยภาพในการสร้างรายได้จากตราสารหนี้ ควบคู่กับพัฒนาการเชิงบวกของการปฏิรูปการดูแลกิจการภาคธุรกิจในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนแผ่นดินใหญ่ และสิงคโปร์
ทั้งนี้ ธนาคารยังมองว่าพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละภูมิภาค ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการคัดเลือกโอกาสการลงทุนที่สามารถแยกแยะผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบในแต่ละผู้ออกหลักทรัพย์ ภาคธุรกิจ และภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย ไตรมาส 3 ปี 2569
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี 2569 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิตในภาคการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะการเงินที่ตึงตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะจีน ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังคงดำเนินไปในอัตราที่ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ธนาคารฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 1.6% ในปี 2569
ในด้านการลงทุน ตลาดหุ้นไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากหลังการเลือกตั้งในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้ระดับมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แม้ว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะยังมีแนวโน้มเติบโตในเลขหลักเดียวฐานสูง (High-Single Digit) แต่ธนาคารฯ มองว่ายังมีความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงมองว่าตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสที่จำกัดในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นในภูมิภาคในระยะข้างหน้า ขณะที่ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารมีมุมมองเป็นกลางต่อค่าเงินบาท และคาดว่าค่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2569