ITC กางแผนรุก 4 กลยุทธ์เจาะตลาดรายภูมิภาค-ยกระดับความยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 9-12% รักษาสถานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลก
นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจส่งออกทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมาตรการทางการค้าที่ส่งผลต่อการแข่งขัน
บริษัทยังคงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจผ่านการส่งมอบคุณค่าที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ ราคาที่สามารถแข่งขันได้ คุณภาพสินค้าที่สม่ำเสมอ และมาตรฐานการบริการที่เชื่อถือได้
ขณะเดียวกัน ได้มองเห็นโอกาสการเติบโตจากแนวโน้ม Pet Humanization หรือการที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงดูแลสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว รวมถึงความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการระดับพรีเมียมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก
ทั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว ภายใต้ 4 กลยุทธ์ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 9-12% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ได้แก่
กลยุทธ์แรก คือ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อรุกตลาดพรีเมียมที่มีศักยภาพเติบโตสูง แม้กำลังซื้อผู้บริโภคในหลายประเทศยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะด้านยังคงมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเป็น 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้าระดับโลก โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 213 SKU ขณะที่กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 21% ของรายได้รวม หรือเติบโตเกือบเท่าตัวจากปีก่อน สะท้อนความนิยมของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบโจทย์การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลียที่มอบคุณค่าทางโภชนาการและประสบการณ์การให้อาหารที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาด ปัจจุบันสินค้ากลุ่มพรีเมียมยังคงมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 52-53% ของยอดขายรวม
กลยุทธ์ที่สอง คือ การยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานผ่านระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยบริษัทเดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมคุณภาพ และเสริมศักยภาพการส่งมอบสินค้าให้ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตแล้วประมาณ 25% ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนความสามารถในการทำกำไร สะท้อนจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3%
พร้อมกันนี้ บริษัทได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายจัดซื้อและความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
กลยุทธ์ที่สาม คือ การขยายตลาดด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของแต่ละภูมิภาค เนื่องจากรายได้เกือบทั้งหมดของบริษัทมาจากการส่งออก บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการผสานศักยภาพเชิงพาณิชย์เข้ากับการบริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าทั่วโลก
ในตลาดสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 60% ของรายได้รวม บริษัทเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม Private Label ควบคู่กับการรุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงประเภท Chunk & Pate ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาด โดยอาศัยความแข็งแกร่งของ US Pet Nutrition (USPN) ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐมากว่า 15 ปี ทั้งด้านคลังสินค้า ระบบนำเข้า และเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่น
สำหรับตลาดยุโรปที่มีสัดส่วนรายได้ 15% บริษัทนำโมเดลความสำเร็จจากสหรัฐไปต่อยอด พร้อมเสริมศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทาน กลยุทธ์การตั้งราคา และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และกระบวนการผลิตที่ช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารสัตว์เลี้ยง
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งคิดเป็น 25% ของรายได้รวม บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการบริหารราคาอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานบริการระดับสูง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
สำหรับกลยุทธ์สุดท้าย คือ การต่อยอดความยั่งยืนให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยบริษัทมองว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดของตลาดโลก แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกคู่ค้าของแบรนด์ชั้นนำระดับสากล
บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้แนวคิด “From Source to Bowl” โดยอาศัยความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ SeaChange® และเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยน
ปัจจุบัน ปลาทูน่ากว่า 99% ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยยูเนี่ยนสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ และอีก 99% มาจากแหล่งประมงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล อยู่ระหว่างการประเมิน หรืออยู่ในโครงการพัฒนาการประมงที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังนำแนวคิด “Head to Tail” มาใช้ในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ผ่านการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้สามารถบรรลุเป้าหมายลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ในโรงงานทั้งสองแห่งได้ตั้งแต่ปี 2568 และยังเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2573 รวมถึงเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
นายรอย กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนทั้ง 4 กลยุทธ์หลัก บริษัทมีความพร้อมในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ควบคู่กับการส่งมอบผลิตภัณฑ์โภชนาการสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน