ประธานเครือสหพัฒน์ เปรียบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็น “เศรษฐกิจซาเล้ง” ที่ต้องอาศัยหลายแรงช่วยพยุง ชี้มาตรการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยกระตุ้นระยะสั้น รัฐบาลต้องกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว ขณะที่บริษัทพร้อมเดินหน้าลงนาม MOU กว่า 20 ฉบับ สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี รับเมกะเทรนด์ AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน
โลกปั่นป่วน แต่ไทยยังมีแต้มต่อ
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน แต่ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม และยังเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น
“วันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก แต่ถ้าเทียบกับหลายประเทศ ไทยยังอยู่ในจุดที่ดีกว่า เพราะเราไม่มีสงคราม และยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของอาเซียน”
นายบุณยสิทธิ์ยอมรับว่า ไทยอาจเติบโตช้ากว่าเวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขนาดเศรษฐกิจของไทยมีขนาดใหญ่กว่า จึงไม่สามารถเติบโตในอัตราสูงได้เหมือนประเทศที่กำลังเร่งขยายตัว
เศรษฐกิจซาเล้ง และมุมมองต่อ “ไทยช่วยไทย”
ประธานเครือสหพัฒน์เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่าเป็น “เศรษฐกิจซาเล้ง” ที่ยังสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ แต่ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากหลายด้าน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ การบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการส่งออก
สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย” มองได้ 2 มิติ โดยด้านแรกคือช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
แต่อีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัด เพราะเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผลของการกระตุ้นก็จะหมดไปเช่นกัน จึงไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว
“มาตรการกระตุ้นระยะสั้นช่วยได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างรากฐานเศรษฐกิจในอนาคต”
จี้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายบุณยสิทธิ์เสนอว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม รถไฟความเร็วสูง และโครงการเชื่อมโยงการขนส่งทั่วประเทศ
เขามองว่าประเทศไทยในอดีตเคยผ่านบทพิสูจน์สำคัญมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิหรือโครงข่ายทางด่วน ซึ่งแม้จะถูกคัดค้านในช่วงแรก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ Data Center เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
สงครามดันต้นทุนสูง แต่ยังไม่เร่งขึ้นราคาสินค้า
ในด้านผลกระทบต่อภาคธุรกิจ นายบุณยสิทธิ์ยอมรับว่า ความขัดแย้งทั่วโลกส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเคมีภัณฑ์ พลาสติก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
อย่างไรก็ตาม เครือสหพัฒน์ยังคงยึดนโยบายตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด และจะไม่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“ถ้าวัตถุดิบยังไม่ขึ้น เราก็ไม่ขึ้นราคา แต่ถ้าต้นทุนขึ้นจริงจนรับภาระไม่ไหว ก็จำเป็นต้องปรับตามต้นทุน”
นายบุณยสิทธิ์ระบุอีกว่า ภาวะต้นทุนสูงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก และยังเชื่อว่าหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลง ราคาวัตถุดิบบางประเภทก็มีโอกาสปรับตัวลดลงได้
เดินหน้า MOU 20 ฉบับ สูงสุดในรอบ 30 ปี
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่เครือสหพัฒน์ยังเดินหน้าหาโอกาสทางธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากกว่า 20 ฉบับ ถือเป็นจำนวนสูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดลงทุน แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องมองหาโอกาสใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต
ความร่วมมือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน คลาวด์คอมพิวติ้ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยมีพันธมิตรระดับโลกเข้าร่วมหลายราย อาทิ AWS, Google และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ
จีนสนใจลงทุนไทยเพิ่มขึ้น
นายบุณยสิทธิ์เปิดเผยว่า นักลงทุนจีนยังคงแสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลาศึกษาและตัดสินใจนานกว่านักลงทุนญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ขนาดการลงทุนมีแนวโน้มใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่ซื้อที่ดินระดับ 10-20 ไร่ ปัจจุบันหลายโครงการมองหาพื้นที่ระดับ 100-300 ไร่ สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค
รับมือปัจจัยกัมพูชา ขยายตลาดใหม่ทดแทน
สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าบางส่วน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ
แม้จะได้รับผลกระทบทางธุรกิจ แต่เครือสหพัฒน์มองว่าทางออกคือการกระจายตลาดไปยังประเทศอื่นมากขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และตลาดใหม่ในภูมิภาคเพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ดัน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันทั่วทั้งเครือ
นายบุณยสิทธิ์มองว่า AI จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยเครือสหพัฒน์ได้ผลักดันให้ทุกบริษัทในเครือเรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างจริงจัง
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว

สหกรุ๊ปแฟร์ จากงานขายสินค้า สู่เวทีโชว์นวัตกรรม
ทั้งนี้เครือสหพัฒน์ เตรียมจัดงาน สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30″ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไปด้วยกันนะ” เพื่อฉลอง 30 ปี มหกรรมแฟร์และเฟสติวัล ในปีนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นงานที่ผสานทั้งนวัตกรรม ความคุ้มค่า กับสินค้าราคาพิเศษ ตลอดจนความบันเทิง และโอกาสทางธุรกิจ
โดยในปีนี้เครือสหพัฒน์ จะมีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 20 โครงการ ซึ่งงานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-28 มิ.ย. 2569 ที่ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา
“การจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ในปีนี้ จะไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจำหน่ายสินค้าเหมือนในอดีต แต่จะเป็นเวทีนำเสนอทิศทางใหม่ของกลุ่มธุรกิจ ทั้งด้าน AI เทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และนวัตกรรมจากพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจได้เห็นทิศทางการพัฒนาในอนาคตของเครือสหพัฒน์อย่างเป็นรูปธรรม”
นายบุณยสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ และภาคธุรกิจต้องไม่หยุดพัฒนา เพราะผู้ที่เตรียมพร้อมก่อนจะเป็นผู้ได้เปรียบเมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่