‘เอกนิติ’ ชูไทย-เวียดนาม “โตไปด้วยกัน” ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างฐานการเติบโตใหม่ของอาเซียนผ่าน 3 การเชื่อมโยง เปลี่ยนการลงทุนให้เป็นความมั่งคั่งร่วมกัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม Thailand-Viet Nam Investment and Business Networking 2026 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย

นายเอกนิติ กล่าวในงานว่า ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยน “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ให้เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกิดผลจริง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาฐานการผลิตและฐานธุรกิจที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของทั้งไทยและเวียดนาม เพราะทั้งสองประเทศมีศักยภาพสูง และมีจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มกันได้อย่างชัดเจน

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการชวนให้ไทยและเวียดนามก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมที่มองกันเพียงในฐานะ “คู่แข่งขัน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการเติบโต” ที่สามารถสร้างมูลค่าร่วมกันได้มากกว่าเดิม หากเชื่อมโยงศักยภาพของกันและกันอย่างเป็นระบบ ไทยและเวียดนามจะสามารถร่วมกันเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ที่เชื่อมต่อกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โดยได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งไม่ใช่เพียงกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาล แต่เป็นแนวทางที่จะเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยและเวียดนามต่อยอดจุดแข็งของกันและกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

ในเวทีนี้ รัฐบาลไทยได้นำคณะภาคเอกชนใน 5 สาขาสำคัญมาพบหารือกับภาคธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรมและการท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโลก และสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้งสองประเทศ

ในด้านพลังงานสะอาด ไทยและเวียดนามสามารถร่วมมือกันรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ด้านดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงการผลิต เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก

สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ความร่วมมือควรมุ่งไปไกลกว่าการค้าสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่การเพิ่มมูลค่า ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้ไทยและเวียดนามเป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพสูงของโลก

ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน ผ่านแนวคิด “หนึ่งการเดินทาง สองประสบการณ์” เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตของภูมิภาคโดยรวม

นายเอกนิติยังเน้นว่า “ระบบการเงิน” คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่าง PromptPay ของไทยกับ VietQR ของเวียดนาม

นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น บาท–ดอง ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลเวียดนาม ภาคเอกชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันความเชื่อมโยงเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนไทยและเวียดนามใช้เวทีนี้ในการพบปะ แลกเปลี่ยน และจับมือกัน เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นข้อตกลง เปลี่ยนข้อตกลงให้เป็นการลงทุน และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นความมั่งคั่งร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน