ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดเครื่องหมาย H หุ้น JAS หลังแจงตลาดครบถ้วน หนุนราคาหุ้นเปิดตลาดเช้าพุ่งกว่า 5% ขานรับดีลซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล FIFA มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้าน บล.กสิกรไทย มองเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโต ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” พร้อมขยับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 1.81 บาท
วันที่ 12 มิ.ย. 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศปลดเครื่องหมาย H ของหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ในการซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 12 มิ.ย. 2569 หลังบริษัทได้เปิดเผยสารสนเทศสำคัญที่เกี่ยวข้องต่อผู้ลงทุนครบถ้วนแล้ว
การปลดเครื่องหมาย H ส่งผลให้นักลงทุนสามารถกลับมาซื้อขายหุ้น JAS ได้ตามปกติ หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมายดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาศึกษาข้อมูลสำคัญที่บริษัทแจ้งผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์
ทั้งนี้ JAS ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการต่าง ๆ ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ในช่วงปี 2569-2573 มูลค่ารวม 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อทิศทางธุรกิจของบริษัท และเป็นปัจจัยที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในตลาดทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวราคาหุ้น JAS โดยเปิดตลาดภาคเช้าปรับขึ้นทันที 0.07 บาท หรือ 5.65% โดยมาอยู่ที่ 1.31 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดระหว่างการซื้อขายภาคเช้า ก่อนที่ราคาจะทยอยปรับลดลงสลับขึ้น และปิดตลาดภาคเช้าที่ 1.26 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือบวก 1.61% ขณะที่ราคาหุ้นต่ำสุดที่ระดับ 1.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 208 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า JAS ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการเข้าซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลรายการต่าง ๆ ของ FIFA ในช่วงปี 2569-2573 คิดเป็นมูลค่ารวม 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อดีลดังกล่าว โดยมองว่าภาระเงินสดที่ต้องชำระสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าใช้บริการเฉลี่ยที่แท้จริงอยู่ที่ราว 250 บาทต่อเดือน และปัจจุบัน JAS มีฐานสมาชิกผู้รับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) อยู่แล้วประมาณ 1.6 ล้านราย ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากคอนเทนต์กีฬาระดับโลก
จากปัจจัยบวกดังกล่าว บล.กสิกรไทยจึงปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น JAS จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ขึ้น 21.4% จากเดิม 1.49 บาท เป็น 1.81 บาท
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับมูลค่าหุ้น ประกอบด้วย การได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจ โอกาสที่บริษัทจะสามารถพลิกมีกำไรสุทธิและเข้าสู่จุดคุ้มทุนได้ในปี 2570 รวมถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติม ทั้งในกลุ่มโทรคมนาคม สื่อ และแบรนด์สินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว