IdeasLabs เผยข้อมูลไตรมาสแรกปีนี้ แบรนด์เริ่มปรับกลยุทธ์ Influencer Marketing ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นสร้างกระแสและยอดไลก์ หันมาโฟกัสผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง (ROI) มากขึ้น ส่งผลให้การทุ่มงบกับดาราหรือ Mega Influencer ลดลง เน้นใช้ Micro–Nano Influencer รีวิวใช้งานจริง พร้อมระบบ Affiliate เพื่อวัดยอดขายแบบตรงตัว สะท้อนเทรนด์การตลาดยุคใหม่เน้น “ยอดขายมากกว่ายอดวิว” ชัดเจน

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันว่า แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด

โดยเน้นทำการตลาดที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างการตระหนักรู้ (Awareness) หรือการทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์ ยอดวิว ที่สูงอีกต่อไป แต่แบรนด์ต้องการความคุ้มค่าสูงสุด โดยหันมาโฟกัสที่ ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน งบประมาณจะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คอนเทนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง

ทั้งนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปเต้นคู่กับสินค้าสนุก ๆ เพื่อสร้างไวรัล แต่ในยุคนี้ แบรนด์จะเปลี่ยนมาแบ่งงบก้อนนั้นไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าเงินที่สุด

จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ยอมควักงบประมาณลงทุนมากที่สุด เรียงลำดับตามความนิยมและการใช้งานจริง 4 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) เป็นกลุ่มที่แบรนด์ใช้งบสูงสุด เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่ายที่สุด เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายทำอาหารแจกสูตร “เมนูประหยัดทำเองได้ที่บ้าน” ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที

2. กลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) เป็นกลุ่มคุณแม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก เช่น แบรนด์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับระหว่างแบรนด์ตนเองกับทั่วไปให้เห็นประสิทธิภาพจริง ผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Group Comunity หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ทันทีเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก

3. กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ใช้งานกลุ่มแฟนคลับที่ชอบไปคอนเสิร์ต ทำคอนเทนต์ “ที่นั่งไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น” โดยใช้กล้องสมาร์ตโฟนถ่ายภาพและคลิปการแสดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้กล้องใหญ่ราคาแพงก็มีรูปสวย ๆ ได้ ซูมได้ชัดเจน

4. กลุ่ม Beauty (ความงาม) ที่แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การรีวิวผลลัพธ์พลีชีพก่อน-หลังใช้จริง

จากข้อมูลข้างต้น IdeasLabs แนะนำอินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทตัวเอง จากเดิมที่เป็นเพียง “คนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว” (Content Creator) ไปสู่การเป็น “คนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์” (Business Result Driver) โดยมี 7 แนวทางพร้อมตัวอย่างการปรับตัวดังนี้

1. ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล เช่น จากเดิมที่เคยทำคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์เปลี่ยนเป็นทำคลิป “แต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท” พร้อมบอกพิกัดแต่ละชิ้น เพื่อช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

2. วัดผลได้ชัดเจน (Measurable Results) เมื่อส่งงานให้แบรนด์ ไม่ควรสรุปงานแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์ อินฟลูเอนเซอร์ควรสรุปยอด Click-through rate (CTR) จากลิงก์ หรือรายงานยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า หรือ affiliate เพื่อแสดงศักยภาพในการปิดการขาย

3. สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ด้วยการติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามความจริง เช่น “ลิปสติกรุ่นนี้สีสวยมากติดทน แต่แอบแห้งนิดหน่อยนะคะ คนปากแห้งต้องทาลิปมันก่อน” ความจริงใจนี้จะสร้าง Trust ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่

4. ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ให้เป็น ครีเอเตอร์สามารถใช้ AiChat ช่วยสร้างไอเดียหัวข้อคลิป 10 แบบที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะชอบ หรือใช้ Ai ช่วยวิเคราะห์ด้านดีและที่ควรปรับปรุงหลังจากดูคลิปหรือรูปภาพที่ทำ เพื่อเป็นการรับฟังฟีทแบคก่อนส่งงาน หรือช่วยตรวจคำถูกผิดของแคปชั่นให้ดูมืออาชีพขึ้นได้

5. กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น ครีเอเตอร์ที่โตมาจาก TikTok ควรนำวิดีโอเดียวกันไปปรับสัดส่วนเพื่อลงใน YouTube Shorts / Facebook Reels และนำรูปนิ่งพร้อมข้อมูลสรุปไปเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8 เพื่อไม่ให้รายได้หายไปหากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งลดการมองเห็น

6. ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น (Flexible Pricing) เช่น จากเดิม คิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว อาจเสนอทางเลือกให้แบรนด์เป็น “ค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท + ค่าคอมมิชชัน 10% จากทุกยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านลิงก์ Affiliate” หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิท เพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจจ่ายง่ายขึ้น

7. พัฒนาตัวเองสู่การเป็น “มืออาชีพ” โดยเฉพาะการส่งงานตรงเวลาตามตาราง ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics) ชัดเจน และส่ง “Post-campaign Report” สรุปผลลัพธ์การทำงานส่งให้แบรนด์ตรวจสอบทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ

สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะด้านคุณภาพหรือราคา และตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels ในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น

นายธนดล กล่าวอีกว่าสำหรับตัวอย่างเทรนด์ครึ่งปีหลัง จะเห็นว่าแบรนด์ต่างๆ หันมาทำแคมเปญในลักษณะ “Long-term Partnership” หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3 – 6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น

เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (หรือโปรตีน) ร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนส/ลดน้ำหนัก เพื่อทำชาเลนจ์ ‘เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน’ โดยให้อินฟลูเอนเซอร์ดื่มสินค้านี้ควบคู่กับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันทุกสัปดาห์ ซึ่งการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้มีประสิทธิภาพกว่าการรีวิวเพียงคลิปเดียวจบ

ดังนั้น ครีเอเตอร์คนใดที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ตัวเลขยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลังนี้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน