“พิมพ์ใจ” นั่งคณะ กรอ. เดินหน้าประสานรัฐ–เอกชน ดัน MiT อุด Missing Link ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ตั้าเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท
ตามที่ สำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
ในการนี้ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ กรอ. สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
“เราพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ถ่ายทอดปัญหาและโอกาสจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาครัฐ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคในการดำเนินงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ”
ทั้งนี้ สภาอุตฯ พร้อมผลักดันประเด็นสำคัญผ่านกลไก กรอ. ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยยุทธศาสตร์ “5I” ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพภาคการผลิตไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
หนึ่งในนโยบายสำคัญที่ สภาอุตฯ ให้ความสำคัญ คือ การผลักดัน โครงการ Made in Thailand (MiT) เพื่อส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย เพิ่มการใช้สินค้าไทยในโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันการแก้ไขปัญหา “Missing Link” หรือช่องว่างสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ การยกระดับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับ Supply Chain ของประเทศ
พร้อมกันนี้ จะผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เราเชื่อมั่นว่า กลไก กรอ. จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว