บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด ประเมินทิศทางราคาทองคำโลกยังผันผวนและไม่อาจวางใจได้ แม้ราคาสามารถกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง โดยสัปดาห์หน้าต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงผลการประชุมเฟดอย่างใกล้ชิด ขณะที่มองแนวต้านสำคัญ 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำกลยุทธ์ “ซื้อย่อ-ขายทำกำไร” ในช่วงที่ตลาดยังแกว่งตัวสูง

นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ราคาทองคำจะสามารถฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในช่วงก่อนหน้าและกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ยังไม่ถือว่าหลุดพ้นจากความเสี่ยง เนื่องจากยังมีปัจจัยสำคัญหลายประเด็นที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาในระยะสั้น โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินของสหรัฐ

ปัจจัยแรกที่ฃต้องติดตามคือความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังจากทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณในเชิงบวกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีข้อยุติในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องรอดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่มีการส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ท้ายที่สุดสถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

“สิ่งสำคัญคือต้องรอดูว่าการเจรจาจะสามารถหาข้อสรุปได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ที่มีการประกาศว่าจะมีข้อยุติ แต่สุดท้ายก็กลับมาเผชิญความขัดแย้งกันอีก ดังนั้นตลาดยังไม่ควรรีบเชื่อมั่นจนเกินไป” นางภัทรินกล่าว

พร้อมระบุว่า หากมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการจริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น และอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญได้ แต่ในระยะต่อไปยังต้องติดตามว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถรักษาข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความเปราะบางและพร้อมกลับมาสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ตลาดยังจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าคือถ้อยแถลงและมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะข้างหน้า

นางภัทรินกล่าวว่า หากเฟดส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม จะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน และลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม หากเฟดส่งสัญญาณในลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น หรือสะท้อนว่าความกังวลด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลง ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้

นางภัทริน ยังประเมินมุมมองทางเทคนิคด้วยว่า ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยแนวต้านแรกอยู่บริเวณ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ราคาหลุดลงมาก่อนหน้านี้ ขณะที่แนวต้านสำคัญถัดไปอยู่บริเวณ 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถผ่านได้ จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของตลาด แต่ในระยะสั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นแนวต้านสำคัญที่อาจเห็นแรงขายทำกำไรกลับเข้ามาได้พอสมควร

ในด้านแนวรับ นางภัทรินมองว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ยังคงเป็นจุดสำคัญที่ตลาดต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะหากราคาหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายตื่นตระหนกหรือ Panic Sell ซึ่งจะทำให้ราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ส่วนแนวรับสำคัญถัดไปอยู่บริเวณ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือช่วง 3,800 ดอลลาร์ปลาย ๆ ซึ่งถือเป็นระดับที่นักลงทุนจำนวนมากจับตาอยู่ ขณะที่ในกรณีเลวร้ายที่สุด นักลงทุนบางส่วนยังประเมินความเป็นไปได้ที่ราคาจะลงไปทดสอบบริเวณ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

“อย่างไรก็ตามมองว่าระดับราคาบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ถือเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากเป็นบริเวณใกล้เคียงจุดต่ำสุดสำคัญในอดีต และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดอย่างชัดเจน” นางภัทรินกล่าว

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 65,500 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงก่อนหน้าที่ประมาณ 63,700 บาทต่อบาททองคำ สะท้อนการฟื้นตัวตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

“สำหรับนักลงทุนระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย การปรับฐานที่เกิดขึ้นอาจสร้างความกังวลในระยะสั้น แต่หากมองในมุมการลงทุนระยะยาว ระดับราคาปัจจุบันถือว่าน่าสนใจมากกว่าช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่” นางภัทรินกล่าว

พร้อมกันนี้ยังได้เปรียบเทียบสถานการณ์ในปัจจุบันกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งในระยะแรกทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรง แม้จะเป็นช่วงที่ทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ก่อนที่ราคาจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

เนื่องจากตลาดยังต้องเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงความผันผวนจากท่าทีของผู้นำประเทศมหาอำนาจ ซึ่งล้วนส่งผลให้ราคาทองคำแกว่งตัวอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“แม้ทองคำจะปรับตัวลงแรงจากระดับสูงสุดกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมามากกว่า 1,500 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่หากความไม่แน่นอนต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย เราเชื่อว่าทองคำก็มีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งเช่นกัน”

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ ยังแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้นสู่แนวต้านสำคัญ พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดยังมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารและปัจจัยภายนอกสูง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามทั้งความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ผลการประชุมเฟด รวมถึงการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลก

ทั้งนี้ เล่งหงษ์ยังคงเชื่อว่าทองคำจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเมื่อปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย และประเมินว่าภายในช่วงปลายปีนี้มีโอกาสเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน