ศุภจีคาดเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดี หากสหรัฐ-อิหร่านลงนามสันติภาพ หนุนการค้าโลก-ราคาพลังงาน แต่ยังต้องจับตาใกล้ชิด พร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงยุติความขัดแย้งกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวได้ดี จึงคาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ และการค้าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ยังต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
“สำหรับสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของโลกนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังต้องรอความชัดเจนจากการลงนามข้อตกลงสันติภาพ หากมีการดำเนินการเกิดขึ้นจริง จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้า และการขนส่งระหว่างประเทศ” นางศุภจี กล่าว
กระทรวงพาณิชย์จะติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า ราคาพลังงาน และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย โดยจะมีการสรุปสถานการณ์อีกครั้งหลังจากมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 วันข้างหน้า
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการทบทวนประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% ขณะที่ประมาณการ GDP ทั้งปียังอยู่ในกรอบ 1.5-2% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์โลกยังคงเป็นไปตามปัจจัยเดิม
อย่างไรก็ตาม หากการลงนามสันติภาพมีความชัดเจน และส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินได้อย่างราบรื่น จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชน และกิจกรรมทางการค้าปรับตัวดีขึ้น และอาจทำให้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ดีกว่าที่ประเมินไว้ในปัจจุบัน