สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปความคืบหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าชัดเจน 9 จาก 14 มาตรการหลัก ครอบคลุมการยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน การส่งเสริมการลงทุนระยะยาว การพัฒนาธรรมาภิบาล และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในระยะยาว

วันที่ 16 มิ.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานความคืบหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ว่าในด้าน Attractive Supply มีความคืบหน้าาในการยกระดับคุณภาพและมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน โดย ณ พ.ค. 2569 มีบริษัทเข้าร่วมโครงการ JUMP+ จำนวน 142 บริษัท ขณะที่โครงการ Corporate Value Up มีบริษัทเข้าร่วมและเปิดเผยข้อมูลแล้ว 4 บริษัท และมีอีกประมาณ 117 บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติ

โดยก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างปรับกระบวนการ IPO และ Foreign Listing
ให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้มากขึ้น รวมถึงเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งระดมทุนของ SMEs
/New economy ให้น่าสนใจ และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB

ด้านการสร้างอุปสงค์คุณภาพ (Quality Demand) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับลดอัตราความเสี่ยง (Risk Charge) สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยเหลือ 18% เพื่อส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น ขณะที่การพัฒนาบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Savings Account (TISA) ยังอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ในส่วนของการยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุน (Trusted Market) ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลและดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี โดย ณ สิ้นปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนเปิดเผยคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) เป็นประจำทุกไตรมาสแล้วถึง 96% อีกทั้งมีบริษัทเข้าร่วมอบรมการจัดทำ Interim MD&A รวม 604 บริษัท

พร้อมกันนี้ยังมีการยกระดับบทบาทของผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลในตลาดทุน หรือ Gatekeepers ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจสอบภายใน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเลขานุการบริษัท เพื่อเสริมสร้างกลไกป้องกัน ตรวจจับ และยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้จัดทำบทวิเคราะห์สำหรับหุ้นที่ไม่มีนักวิเคราะห์ติดตามผ่านเว็บไซต์ Uncovered Thai Stocks ประมาณ 100 ฉบับ และพัฒนา AI Analysis สำหรับหุ้นในตลาด mai มากกว่า 200 ฉบับ ครอบคลุม 69 บริษัท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและลดความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลของผู้ลงทุน

สำหรับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุน (Supportive Ecosystem) ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ Responsible Service ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 รวมทั้งอยู่ระหว่างศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของ Market Maker และการพัฒนาระบบ Open Data เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้สะดวกมากขึ้น

ด้านนวัตกรรมทางการเงิน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์รองรับการออก Tokenized Fund และปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจสนใจออก Tokenized Fund หรือ Tokenized Bond แล้วจำนวน 6 ราย พร้อมทั้งพัฒนาระบบ G-Token และ Bond Connect Platform ซึ่งสามารถเปิดให้บริการในระยะที่ 1 ในตลาดแรก

ทั้งนี้ จาก 14 มาตรการหลักที่กำหนดไว้ มี 9 มาตรการที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

1) การสร้าง Long-term investment culture ผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account)

2) การส่งเสริมบทบาทผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ (PVD/pension/insurance) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย

3) การดึงดูด quality listing (new economy/foreign) เพื่อสร้าง new growth

4) การยกระดับคุณภาพของ บจ. เพื่อเพิ่มมูลค่า (Jump+ และ Value Up Program)

5) การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งระดมทุน และพัฒนาศักยภาพของ SMEs / new economy

6) การมุ่งให้เกิดผลการปฏิบัติด้าน ESG รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

7) การสร้างความเข้มแข็ง corporate governance ของ บจ.

8) การยกระดับการกำกับ gatekeepers

9) การใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของ บจ. ขนาดกลางและเล็ก และลดภาระ บจ. ในการจัดทำรายงานเป็นภาษาอังกฤษ

ขณะที่อีก 3 มาตรการอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แก่

1) การปรับกระบวนการ IPO และ foreign listing เพื่อดึงดูดการระดมทุน และแข่งขันได้

2) การผลักดันให้ บจ. อำนวยการใช้สิทธิ e-proxy ของผู้ลงทุนต่างประเทศ เพื่อลดอุปสรรค

3) การทบทวน market microstructure ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อ-ขาย และสร้างความเป็น

ส่วนอีก 2 มาตรการที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับมองว่าต้องเร่งผลักดัน ได้แก่

1) การเพิ่มศักยภาพ domestic professional players

2) การทำ Tokenization ตราสารหนี้ และหน่วยลงทุน เพื่อส่งเสริมการลงทุนของประชาชน

ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากเอกสารสรุปความคืบหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2569

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน