ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น อุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก

หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของไทยที่ขยับตัวได้อย่างน่าสนใจ และมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นท่ามกลางความท้าทายนี้คือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) ที่วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ แต่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นต้นแบบธุรกิจสีเขียวที่มีโครงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

โชว์ฟอร์มแกร่ง กำไรพุ่ง 81%

หากสำรวจบรรทัดสุดท้ายในงบการเงินปี 2568 จะพบว่า CKPower สามารถสร้างปรากฏการณ์นิวไฮในหลายมิติ โดย นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) สูงถึง 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 1,036 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่าร้อยละ 81 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงขีดความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน และการเก็บเกี่ยวรายได้จากโครงการพลังงานหมุนเวียนที่เข้าไปลงทุนไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการวางโครงสร้างธุรกิจที่สมดุล รวมถึงความหลากหลายของประเภทเชื้อเพลิง ปัจจุบัน CKPower ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และที่สำคัญคือเป็นผู้เล่นที่มี ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ต่ำที่สุดรายหนึ่งในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, and Governance)

นายธนวัฒน์ เผยอีกว่า เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างธุรกิจที่เปรียบเสมือนฐานรากสำคัญของ CKPower ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าในพอร์ตโฟลิโอรวมทั้งสิ้น 18 แห่ง กระจายตัวอยู่ใน 3 ประเภทพลังงานหลัก รวมกำลังการผลิตติดตั้งถึง 3,640 เมกะวัตต์ โดยหัวใจหลักอยู่ที่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (615 เมกะวัตต์), โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (1,285 เมกะวัตต์) และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (1,460 เมกะวัตต์) ซึ่งโครงการหลังสุดนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อเสริมทัพในอนาคต

นอกจากพลังน้ำที่เป็นกำลังหลักแล้ว บริษัทยังมีการกระจายความเสี่ยงผ่าน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่ง คือ บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ที่ 1 และ 2 (238 เมกะวัตต์) รวมถึงการรุกหนักใน โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ อีก 13 แห่งทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิต 42 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงสร้างที่ผสมผสานนี้ช่วยให้ CKPower มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพอร์ตพลังงาน โดยมีสัดส่วนจากพลังงานหมุนเวียนสูงถึงร้อยละ 93 ในปัจจุบัน และมุ่งเป้าสู่ร้อยละ 95 ภายในปี 2586

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขกำไรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 นั้นมาจากการประสานพลังของสองโครงการหลักใน สปป.ลาว โดยเฉพาะ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ที่สร้างส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้แก่กลุ่มบริษัทถึง 1,814 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 202 จากปีก่อน ปัจจัยบวกหลักมาจากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าเฉลี่ยที่สูงขึ้นกว่าร้อยละ 7 ผนวกกับการบริหารจัดการเดินเครื่องจักรที่แม่นยำ ทำให้สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้มากขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังได้รับอานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ส่งผลให้ภาระต้นทุนทางการเงินของโครงการลดต่ำลง

ควบคู่กันนั้น บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ก็สร้างสถิติผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีรายได้จากการขายไฟฟ้าแตะ 4,365 ล้านบาท การเติบโตนี้มีรากฐานมาจากการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสูงสุดนับตั้งแต่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนการผลิตที่เสถียรและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ความแข็งแกร่งนี้ยังส่งผลบวกต่อเนื่องมาถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าผลงานในช่วงต้นปีนี้จะยังคงรักษามาตรฐานความแข็งแกร่งไว้ได้

 

ชูกลยุทธ์ C-K-P มุ่งสู่ Net Zero

สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 CKPower ยังคงเดินหน้าตามแผนงานยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะโครงการไฮไลต์อย่าง ‘โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง’ ซึ่งมีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปแล้วกว่าร้อยละ 65 และพร้อมเดินหน้าสู่การจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2573 นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรยุทธศาสตร์อย่างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์ฟาร์ม โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มปีจากหลายโครงการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

นอกเหนือจากการขยายกำลังการผลิต บริษัทยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดย ณ สิ้นปี 2568 สินทรัพย์รวมของบริษัทเติบโตขึ้นร้อยละ 6 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงต่ำเพียง 0.50 เท่า และมีสภาพคล่องสูงถึง 2.26 เท่า ความแข็งแกร่งของงบดุลนี้เกิดจากการบริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ธุรกิจสีเขียวที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นในระยะยาว

เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต CKPower ได้วางรากฐานความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ ‘C-K-P’ ประกอบด้วย Clean Electricity (ไฟฟ้าสะอาด), Kind Neighbor (เพื่อนบ้านที่ดี) และ Partnership for Life (พันธมิตรที่ยั่งยืน) โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2586 ควบคู่กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้มาตรฐานสากลอย่าง TCFD และ IFRS S1/S2 เพื่อสร้างความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในเวทีโลก

ความมุ่งมั่นดังกล่าวส่งผลให้ CKPower ได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และติดอันดับ ESG100 อย่างต่อเนื่อง เป็นการยืนยันว่าบริษัทไม่ได้มองเพียงแค่ผลกำไรระยะสั้น แต่กำลังสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ท่ามกลางยุคสมัยที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ‘บทบาท’ ของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นับได้ว่าพัฒนาการของ CKPower ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวนโลก ด้วยการประสานเทคโนโลยีวิศวกรรมที่แม่นยำ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด ตลอดจนวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน เพื่อวางรากฐานพลังงานที่มั่นคงและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน