กระทรวงคมนาคม เตรียมเดินหน้าโครงการตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสายตามเป้าหมายเดือนม.ค. 2570 กำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ 17-45 บาท/เที่ยว คาดใช้งบสูงสุดกว่า 5,900 ล้านบาทต่อปีชดเชยรายได้ให้เอกชน
วันที่ 18 มิ.ย. 2569 แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แนวทางการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมให้สามารถเริ่มได้ตามเป้าหมายเดือนม.ค. 2570 ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบนโยบายไว้นั้น จะเดินหน้าเจรจาเอกชนผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในแต่ละสัญญา
เพื่อเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้จากปริมาณผู้โยสารส่วนเกินที่เอกชนต้องคืนให้ภาครัฐ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้โครงการเดินหน้าได้เร็วกว่าการซื้อสัมปทานคืน ที่ใช้เงินจำนวนมากระดับแสนล้านบาทและอาจจะต้องระดมทุนผ่านอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์
สำหรับแนวทางนี้เป็นไปตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 1/ 2569 ที่ได้อนุมัติอัตราค่าโดยสารร่วม จะคิดอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมของแต่ละสาย โดยไม่เกิน 17 บาท และกำหนดอัตราเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว เพื่อลดความซ้ำซ้อน
“อัตราค่าโดยสารใหม่ 17-45 บาทต่อเที่ยว สามารถนั่งรถไฟฟ้าได้กี่สายก็ได้ ก็จ่ายไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว คนที่เดินทางไกลจะคุ้มกว่าคนที่ใช้บริการไม่กี่สถานี”
ทั้งนี้การเดินหน้าจะต้องมีการชดเชยรายได้ให้กับเอกชน คาดว่าจะใช้เงินกว่า 5,900 ล้านบาทต่อปี สำหรับชดเชยค่าแรกเข้าและส่วนต่างค่าโดยสารที่เกินจาก 45 บาท ซึ่งแหล่งเงินจะมีการพิจารณามาจาก 3 แหล่ง
คือ งบประมาณ งบกลางและขอยืมรายได้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อย่างไรก็ดีวงเงินชดเชยขึ้นอยู่กับผลการเจรจาส่วนแบ่งรายได้ที่เกินมาว่าเอกชนจะรับที่ 30% จ่ายค่าชดเชย 5,000 กว่าล้านบาทต่อปี หรือ 50% จะประมาณ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี
“แนวทางนี้จะชดเชยน้อยกว่า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจะใช้เงินกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี และจากการหารือกับเอกชนในเบื้องต้นก็เห็นด้วย เพราะยังเก็บค่าโดยสารได้ตามเดิมและได้ผู้โดยสารเพิ่ม คาดว่าจะทำให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้น 36% จากปัจจุบันทั้งระบบอยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยวคนต่อวัน เป็น 1.5 ล้านเที่ยวคนต่อวัน โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมมตรีพิจารณาในภายในสัปดาห์หน้า” แหล่งข่าวกล่าว