เปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ไปอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นมหกรรมกีฬาที่คนทั่วโลกรอคอย แต่ในเชิงของธุรกิจ “ฟุตบอลโลก” เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา เป็น “มหกรรมการตลาดระดับโลก” ที่รวบรวมผู้ชมจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน

หรือที่นักการตลาดนิยามว่าเป็น “เวทีการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพราะสามารถเข้าถึงผู้ชมหลายพันล้านคนพร้อมกัน เป็นโอกาสของแบรนด์สินค้าและบริการที่ต้องการสร้างการรับรู้ และนำมาซึ่งผลตอบแทนทางการตลาดในระดับสูง ซึ่งเปลี่ยนเป็นยอดขายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เร่งการบริโภคระดับโลก ที่เปลี่ยนความตื่นเต้นของแฟนบอลให้กลายเป็นการใช้จ่ายทางเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ระบุว่า ในช่วง FIFA World Cup 2026 คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ หากมีการถ่ายทอดผ่านสตรีมมิ่ง คาดว่าจะอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากฟุตบอลยูโรเล็กน้อยราว 2.4%
สินค้าที่คาดว่าจะมีการใช้จ่ายมากที่สุดคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน 63.8% เฉลี่ย 3,819 บาท รองลงมาคือ ซื้อไปรษณียบัตร 42.9% เฉลี่ย 493 บาท ค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิ่ง/ดูออนไลน์ 33.2% เฉลี่ย 732.66 บาท ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่บ้าน 31.5% เฉลี่ย 2,718.48 บาท และค่าสินค้าหรือของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 31.1% เฉลี่ย 1,626.68 บาท

ขณะที่แบรนด์สินค้าระดับโลก โดยเฉพาะสปอนเซอร์และพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการตลาดระดับโลกของฟุตบอลโลก 2026 อย่าง ‘แมคโดนัลด์ และโคคา-โคล่า’ ได้เปิดเกมเดินหน้าแคมเปญการตลาดช่วงชิงยอดขายในตลาดไทยก่อนใคร แม้ก่อนหน้านั้นยังไร้ความชัดเจนลิขสิทธิ์การถ่ายทอดในไทย

“แมคโดนัลด์” เริ่มด้วยเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่กับปรากฏการณ์ลูกฟุตบอลยักษ์บุกเมือง! ครั้งแรกและครั้งเดียวที่ลูกฟุตบอลยักษ์ติดกลางโลโก้แมคโดนัลด์ เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเชียร์ให้ทุกคนสนุกไปกับบรรยากาศฟุตบอลโลกพร้อมกันกับ 4 สาขาทั่วเมือง ได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท เอกมัย, อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง, พาซิโอ ลาดกระบัง และ อาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ เป็นต้น
จากนั้นเปิดแคมเปญ “FIFA World Cup Meal” นำ 5 นักเตะระดับตำนานมาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ เดวิด เบ๊กแฮม, โรนัลดินโญ, เธียร์รี อองรี, ซน ฮึง-มิน และ ลามิน ยามาล พร้อมพบความเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ให้สุ่มฟรี! ‘FIFA Collectible Cup’ แก้วฟีฟ่านักเตะระดับตำนาน สะสมได้ถึง 6 แบบ จาก 5 นักเตะระดับตำนาน และเพิ่มความน่ารักกับกริมเมสคาแร็กเตอร์สุดคิวต์สีม่วงของแมคโดนัลด์ ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.ถึง 19 ก.ค. 2569

สำหรับ โคคา-โคล่า “โค้ก” โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย ประกอบไปด้วย บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดแคมเปญต้อนรับการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “All the Feels” ชวนคนไทยมาร่วมเปิดฟีลซ่าส์ เชียร์ทีมไหน…ก็ไปให้สุด! กับ “โค้ก”
พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวแพ็กเกจกระป๋อง 10 ลายสุดลิมิเต็ดจากทีมโปรดของแฟนฟุตบอลชาวไทย ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเกาหลีใต้ เพื่อให้แฟนฟุตบอลและผู้บริโภคได้เก็บสะสม พร้อมเตรียมจัดเต็มกิจกรรมตลอดแคมเปญ
กิติศักดิ์ มโนรัตนา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด โคคา-โคล่า ประเทศไทย กล่าวว่า โค้กเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านแคมเปญและกิจกรรมมากมาย ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวแพ็กเกจกระป๋อง 10 ลายที่ได้แรงบันดาลใจจากทีมโปรดของแฟนๆ ฟุตบอลชาวไทย มั่นใจแคมเปญนี้ ที่จะปลุกพลังความสนุกให้เชียร์ทีมโปรดได้อย่างเต็มอิ่ม”
“ไฮเซ่นส์” อีกหนึ่งผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “Innovating a Brighter Life” โดยมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์เชียร์ฟุตบอลที่บ้านด้วยเทคโนโลยีทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
ไฮเซ่นส์ประเทศไทยจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายในแคมเปญ “ช็อปฟินลุ้นบินไปดูบอล” ชวนแฟนบอลชาวไทยร่วมลุ้นบินลัดฟ้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ถึงขอบสนาม พร้อมของรางวัลอื่นๆ อีกมากมายเมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ และไฮเซ่นส์ยังมีการแจกรางวัลใหญ่รวมกว่า 1,000,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและตู้แช่
ส่วนภาคค้าปลีกสบโอกาสระเบิดแคมเปญใหญ่ น.ส.ศิวาพร สัมมุตถี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายจัดซื้อออมนิชาแนล บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า “ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็น Global Sporting Event ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อทีวีของผู้บริโภคไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพาเวอร์บายจัดเต็ม โปรโมชั่นแคมเปญ “Champion Deals” รับกระแสฟุตบอลโลก ทั้งส่วนลดสูงสุด 50% หรือผ่อน 0% นานสูงสุด 10-36 เดือน

“เพาเวอร์บาย คาดว่าฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดทีวีไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมทีวีและทีวีจอใหญ่ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมการรับชมกีฬาและความบันเทิงภายในบ้านที่เติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมตลาดทีวีไทยปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 22,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8% ขณะที่ทีวีขนาด 75 นิ้วขึ้นไป เติบโตต่อเนื่อง 10% และกลุ่ม OLED เติบโต 13% ด้วยผู้บริโภคเปลี่ยนเพื่ออัพเกรดสู่เทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่”
สำหรับ ‘เพาเวอร์ มอลล์’ นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้า เพาเวอร์ มอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในช่วงครึ่งปีหลังเพาเวอร์ มอลล์ ได้มีการบุกตลาด Home Entertainment เพื่อรองรับกระแสฟุตบอลโลก 2026 โดยเฉพาะกลุ่ม Ultra-Large Screen TV ขนาด 75-100 นิ้วขึ้นไปซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น

จากการที่ผู้บริโภคต้องการสร้าง “Home Stadium Experience” หรือบรรยากาศการเชียร์บอลเสมือนอยู่ในสนามจริง เพาเวอร์ มอลล์ จึงได้เปิดตัวโซนใหม่ “100 INCHES CLUB” ที่สาขาพารากอน เพื่อเป็นศูนย์รวมทีวีจอใหญ่ระดับพรีเมียมที่ครบครันที่สุด ภายใต้แคมเปญ “POWER MALL ELECTRONICA SHOWCASE แมตช์มันส์ สนั่นจอ” โดยให้ส่วนลดสูงสุด 50% ผ่อน 0% นาน 24 เดือน
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสินค้าอีกหลากแบรนด์ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และบริการเดลิเวอรี่ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่เติบโตตามพฤติกรรมการเชียร์บอลที่บ้าน เดินเกมรุกออกแคมเปญและโปรโมชั่นฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเวลานาทีทองนี้ หลังจากชัดเจนแล้วว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

ขณะเดียวกันกูรูทางการตลาดยังเชื่อว่าแม้ไทยจะไม่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด แต่ไม่ได้สร้างผลกระทบมากนัก โดยนายเอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ไทยจะไม่ได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 มองว่ามีผลกระทบน้อยมาก เพราะเชื่อว่าคนไทยที่เป็นแฟนบอลจะมีช่องทางอื่นๆ ที่จะดูอยู่แล้ว
“ดังนั้น การทำตลาดของสินค้าในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก ไม่ใช่เรื่องต้องกังวล ทำได้เลย แม้ว่าไทยจะไม่มีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดก็ตาม แต่เชื่อว่าอย่างน้อยทำให้บรรยากาศในภาพรวมดีขึ้น”
แม้การได้ลิขสิทธิ์จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศระยะสั้น เม็ดเงินไม่มากขนาดกระตุ้นจีดีพีได้ทั้งประเทศ แต่เชื่อว่าฟุตบอลโลกช่วยสร้างบรรยากาศการบริโภค ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวได้พอสมควร