พลังงาน เตรียมเสนอ ครม. รื้อโครงสร้างค่าไฟ ถอด “ค่าไฟสาธารณะ” แฝงบิลประชาชนออก 1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ย้ำปฏิรูประบบโปร่งใส

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันยังถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระ โดยเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

สำหรับระบบการจัดเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะในปัจจุบัน มีที่มาจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตั้งแต่ปี 2530 ที่กำหนดให้การไฟฟ้ายกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่หน่วยงานภาครัฐเหล่านั้นจะไม่เรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่ในการติดตั้งเสาไฟฟ้าและพาดสายส่งกระแสไฟฟ้า

ในช่วงเวลานั้นปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะยังมีไม่มากนัก แต่เมื่อประเทศไทยเกิดการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว มีการสร้างถนนและติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระต้นทุนส่วนนี้เติบโตตามเป็นเงาตามตัว

“ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ต้นทุนค่าไฟสาธารณะที่ถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนคิดเป็นประมาณ 4 สตางค์ต่อหน่วย ก่อนจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงปี 2562-2563 และล่าสุดคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็นราว 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ประชาชนไม่เคยรับรู้มาก่อน”

ทั้งนี้ กระทรวงได้วางแนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น (มาตรการเร่งด่วน) จะดำเนินการแยกบัญชีต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันทันที เพื่อไม่ให้นำต้นทุนส่วนนี้ไปมัดรวมอยู่ใน “ค่าไฟฟ้าฐาน” อีกต่อไป

ระยะยาว (มาตรการยั่งยืน) จะเปิดเวทีหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อกำหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณมารองรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยเฉพาะ โดยยึดหลักเกณฑ์ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง สอดคล้องกับปัจจุบันที่ อปท. ต่างๆ มีรายได้และระบบงบประมาณเป็นของตนเองแล้ว แตกต่างจากในอดีต

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะออกข้อบังคับให้มีการติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าสาธารณะในทุกพื้นที่อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงได้อย่างแม่นยำ และสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานท้องถิ่นหันมาบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานประเภท LED หรือการลงทุนในระบบไฟทางพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) มากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยปละละเลยเพราะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง

ในระยะถัดไป กระทรวงได้มอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งศึกษารายละเอียดเชิงลึกและประเมินผลกระทบ ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และส่งต่อให้ ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศ เพื่อยกระดับให้ทุกต้นทุนมีความโปร่งใส และยุติการผลักภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องไปให้ประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน