ศรีจันทร์ ตั้งเป้ายอดขาย 3,000 ล้านใน 2 ปี จ่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีหน้า
นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ทายาทรุ่นที่ 3 บิวตี้แบรนด์ไทยชั้นนำ กล่าวว่าบริษัทจะใช้วิกฤติสงครามตะวันออกกลางเป็นโอกาส สร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ไทย หลังเคยพลิกวิกฤติโควิดจนยอดขายออนไลน์โต 62%
สินค้าที่ขายดีที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สกินแคร์, แป้ง และครีมกันแดด โดยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและต้องการซื้อของต่อบิลน้อยลง สินค้ากลุ่ม ‘ครีมซอง’ กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่งผลให้ปี 2025 มอยเจอร์ไรเซอร์ทาหน้าแบบซองของศรีจันทร์มีอัตราการเติบโตสวนกระแสตลาดรวมไปถึง 45.3% และครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดกลุ่มดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ขณะที่แบรนด์ ‘ศศิ’ (sasi) ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ก็มีการปรับภาพลักษณ์ใหม่เน้นการสร้างพลังใจให้วัยรุ่นกล้าทำตามความฝัน โดยมีสินค้าขายดีอย่าง แป้งกระป๋องที่มีให้เลือกถึง 7 สูตร ลิปทินท์ และบลัชสติ๊ก
ทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตต่อเนื่อง ปี 2564 มีมูลค่า 520 ล้านบาท,ปี 2565 มีมูลค่า 717 ล้านบาท,ปี 2566 มีมูลค่า 1,019 ล้านบาท,ยอดขายปี 2567มีมูลค่า 1,600 ล้านบาท และปี 2568 มีมูลค่า 2,056 ล้านบาท
“ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย เติบโต 15% เน้นการบริหารต้นทุนเพื่อรักษากำไร ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และภายในไม่เกิน 2 ปี จะผลักดันยอดขายสู่ระดับ 3,000 ล้านบาท โดยเร่งขยายสัดส่วนตลาดต่างประเทศเป็น 30-40% และในประเทศ 60% และเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีหน้า”
โดยจะเร่งเดินหน้า4 กลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโต ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Thai Beautyคือ
1.โฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อ ‘ผิวคนค้นคว้านวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผิวคนไทยให้ได้ดียิ่งขึ้น
2.ใช้พรีเซนเตอร์เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก เตรียมออกสินค้าใหม่กว่า 150 SKUs ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ โดยใช้พรีเซนเตอร์รวมทั้ง 2 แบรนด์มากถึง 13 คน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร
3.รักษาเอกลักษณ์ไทยผ่านโลโก้องค์กร การเปิดตัวโลโก้องค์กรแบบใหม่ ยังคงใช้ตัวอักษรภาษาไทย ‘ศ’ เป็นสัญลักษณ์โดยมีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมซ่อนกิมมิก ‘พระจันทร์กลับหัว’ ไว้ตรงกลางโลโก้
4.สร้างวัฒนธรรมองค์กร ‘มวยรอง’ ที่พร้อมสู้ปัจจุบันองค์กรถูกขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ โดยมีพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปีสูงถึง 60-70% ซึ่งบริษัทปลูกฝังวัฒนธรรมความเป็นมวยรองที่ต้องพร้อมสู้และแก้ปัญหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตซัพพลายเชน ที่ทีมงานได้ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อบริหารต้นทุนจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ
นายรวิศ กล่าวว่าสำหรับการทำตลาดต่างประเทศ จะเน้น โฟกัสเวียดนามและญี่ปุ่น ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์ สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในตลาดหลัก ได้แก่ สปป.ลาว ซึ่งเติบโตถึง 162% ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนาแป้งสูตรพิเศษเจาะตลาดผิวคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และด้วยความน่าสนใจของแบรนด์ ทำให้ ‘BANDAI’ (บัน-ได) บริษัทผลิตของเล่นจากประเทศญี่ปุ่นนำผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์ไปทำเป็นกาชาปองอีกด้วย
ส่วนฟิลิปปินส์ ได้ขยายช่องทางจากออนไลน์สู่การวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ระยะยาว จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกัน
“จะเน้นเป็นพิเศษที่ ตลาดเวียดนาม เนื่องจากมีประชากรกว่า 90 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 18-30 กว่าปี ซึ่งมีกำลังซื้อ และมีความเชื่อมั่นต่อสินค้า ‘Made in Thailand’ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพอีกด้วย โดยวางแนวทางเป็นการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเจาะตลาด”