ชี้ Micro SME หรือธุรกิจรายเล็ก ติดกับดักทุน-หนี้-ผลิตภาพต่ำ ต้องเร่งยกระดับศักยภาพ ใช้ AI และ Digital Payment เพิ่มโอกาสแข่งขัน รับมือกำลังซื้อชะลอ-สังคมสูงวัย

SME ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องปรับตัวเร็วกว่าที่เคย

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ได้เปิดเสวนา “KTC FIT Talk ครั้งที่ 26 : SME Next Move ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” โดยร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทย เพื่อถอดรหัสทิศทางธุรกิจ SME ไทยในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน

สังคมสูงวัย-แรงงานลด กดดันเศรษฐกิจระยะยาว

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ในระบบประมาณ 3.3 ล้านราย และยังมีผู้ประกอบการนอกระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจรวดเร็วกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและสภาพคล่อง

หนึ่งในปัจจัยที่น่ากังวลคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูงของไทย โดยภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ประชากร 1 ใน 3 จะเป็นผู้สูงอายุ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าอัตราการเกิด ส่งผลให้จำนวนประชากรและแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อภาคการผลิต การบริโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ผลิตภาพ (Productivity) ของ SME ไทยยังลดลงอย่างน่าเป็นห่วงโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 2% สะท้อนว่าการลงทุนด้านแรงงานและทุนยังไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่และคู่แข่งจากต่างประเทศได้ยากขึ้น

“ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ความงาม และเวลเนส ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก” นายวรพจน์กล่าว

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ไม่มีเงินทุน แต่เข้าไม่ถึงเงินทุน

นายวรพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาสำคัญของ SME ไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดแหล่งเงินทุน แต่เป็นการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม Micro SME ซึ่งมีสัดส่วนถึง 85% ของผู้ประกอบการทั้งหมด

ผู้ประกอบการจำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ไม่มีงบการเงินหรือข้อมูลทางบัญชีที่ชัดเจน ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันขั้นตอนการขอสินเชื่อยังมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีต้นทุนแฝงสูง ส่งผลให้หลายธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบได้

สสว.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งลดความซับซ้อนของกระบวนการขอสินเชื่อ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

SME ไทยติดกับดัก “ทุน-หนี้-เทคโนโลยี”

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการกว่า 3.3 ล้านราย โดย 85% เป็นธุรกิจระดับไมโคร (MSME) หรือประมาณ 2.8 ล้านราย ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีเพียง 0.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นกว่า 65% ของ GDP

ในด้านการจ้างงาน กลุ่ม MSME เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ คิดเป็นกว่า 70% ของการจ้างงานภาคเอกชน หรือประมาณ 13.6 ล้านคน สะท้อนว่าหากผู้ประกอบการรายเล็กอ่อนแอ จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาหลักของผู้ประกอบการรายย่อยคือการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เนื่องจากไม่มีงบการเงินรองรับ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ส่งผลให้รายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการชำระหนี้ และเหลือเงินลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจเพียงเล็กน้อย

สมาพันธ์ SME ไทยจึงเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถส่งเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีประวัติการดำเนินธุรกิจจริง แม้ไม่มีงบการเงินตามมาตรฐาน

ดัน AI และ Local Content สร้างแต้มต่อธุรกิจไทย

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่านเทคโนโลยี โดยสมาพันธ์ SME ไทยได้ร่วมมือกับ Alibaba เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านการตลาดออนไลน์ การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูล

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้ธุรกิจท้องถิ่น รวมถึงลดต้นทุนด้านมาตรฐานและใบอนุญาตต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาระสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็ก

ในระยะยาว ภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงกว่า 87% ของ GDP ควบคู่กับการสร้าง New S-Curve ใหม่ของประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยี AI และการพัฒนาเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

KTC ชี้ Digital Payment คือเครื่องมือสร้างรายได้ยุคใหม่

ด้านนางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างชัดเจน

ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมี.ค. 2569 พบว่าคนไทยใช้บริการชำระเงินดิจิทัลเฉลี่ย 746 ครั้งต่อคนต่อปี โดย Internet Banking, Mobile Banking, Thai QR PromptPay และ e-Wallet กลายเป็นช่องทางหลักในการใช้จ่ายประจำวัน

ปัจจุบัน PromptPay มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 92 ล้านบัญชี และมีจำนวนธุรกรรมเฉลี่ยกว่า 82 ล้านรายการต่อวัน ขณะที่การใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตผ่านช่องทางออนไลน์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยจำนวนรายการเพิ่มขึ้นเกือบ 19%

“ร้านค้าไม่สามารถพึ่งพาการรับชำระด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะหากลูกค้าไม่สามารถชำระเงินในรูปแบบที่ต้องการได้ ก็อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจทันที” นางสาวเนาวรัตน์กล่าว

จากฐานข้อมูลร้านค้าสมาชิก KTC กว่า 60,000 แห่งทั่วประเทศ พบว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเติบโต 6.8% ขณะที่มูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่เติบโตถึง 13.8%

นอกจากนี้ ร้านค้าที่รองรับการชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านบัตรต่างประเทศและ Alipay+ ยังมียอดใช้จ่ายเติบโตเกือบ 20% สะท้อนโอกาสใหม่ในการเข้าถึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

4 ปัจจัยสู่ความอยู่รอดของ SME ในเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้การเติบโตของ SME ในอนาคตจะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การเข้าถึงเทคโนโลยี และความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างทันท่วงที ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในเศรษฐกิจดิจิทัล

ดังนั้นผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และควรมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ 1. ระบบบัญชีและข้อมูลทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้ 2. การบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย 3. ความสามารถในการใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายประกอบการตัดสินใจ 4. ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบรับชำระเงินที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว

“สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ยังไม่มีระบบรับชำระเงินดิจิทัล หรืออยู่ระหว่างขยายช่องทางการขาย สามารถปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของเคทีซี เพื่อขอคำแนะนำโซลูชันรับชำระเงินที่เหมาะสมกับธุรกิจ” นางสาวเนาวรัตน์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน